เข้าใจผิดเรื่องกะเพราพันธุ์ใหม่: คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่เท่ากับ ยึดกะเพราทั้งประเทศ

เข้าใจผิดเรื่องกะเพราพันธุ์ใหม่: คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่เท่ากับ ยึดกะเพราทั้งประเทศ

เข้าใจผิดเรื่องกะเพราพันธุ์ใหม่: คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่เท่ากับ ยึดกะเพราทั้งประเทศ

เรื่องกะเพรา 4 สายพันธุ์กลายเป็นกระแสว่านายทุนกำลังจะยึดกะเพราทั้งประเทศ
จนบางคนคิดว่าพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจสวนครัว แต่ข้อเท็จจริงคือเขาขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่วิจัยขึ้นมาใหม่
ไม่ใช่จดทะเบียนเป็นเจ้าของคำว่า “กะเพรา”

ใบกะเพรา
ภาพประกอบ: ต้นกะเพรา — กะเพราพื้นบ้านที่ปลูกกันอยู่ยังปลูกและเก็บกินได้ตามปกติ

เรื่องมันเริ่มยังไง

เอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนากะเพราขึ้นมาใหม่ 4 สายพันธุ์ แล้วมีคนตีความไปไกลถึงขั้นว่า
ต่อไปใครปลูกกะเพราโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกจับ ร้านอาหารตามสั่งอาจต้องติดป้ายว่า “ร้านนี้ใช้กะเพราถูกกฎหมาย”

ถ้าเราเอาเวลาที่ใช้ด่านายทุน มาอ่านรายละเอียดของข่าวสักครึ่งหนึ่ง ประเทศไทยอาจพัฒนาไปไกลกว่านี้มาก

คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่เท่ากับ เป็นเจ้าของกะเพราทั้งประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ผ่านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่
ไม่ได้เป็นการเดินไปเด็ดกะเพราข้างรั้วบ้านใครแล้วประกาศว่าเป็นของตัวเอง และไม่ได้คุ้มครองคำว่า “กะเพรา” ทั้งคำ

กะเพราพื้นบ้านที่เราปลูกกันอยู่ก็ยังปลูกได้ตามปกติ จะเด็ดใบไปผัดกับหมูสับ ใส่ไข่ดาว หรือจะผัดจนใบไหม้ก็ไม่มีใครมาจับ
ส่วนพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองนั้น การนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ย่อมมีข้อจำกัดตามกฎหมาย

ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และพันธุ์พืชใหม่ เป็นกฎหมายคนละฉบับ

หลายคนยังสับสนว่าทั้งสามอย่างคือเรื่องเดียวกัน ลองนึกภาพง่าย ๆ

  • เครื่องยนต์ชนิดใหม่ ที่ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม — ขอสิทธิบัตรสำหรับสิ่งประดิษฐ์นั้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของเครื่องยนต์ทุกเครื่องในโลก
  • ข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ทนแล้ง ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม — ขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวนาทั้งประเทศต้องขออนุญาตก่อนปลูกข้าว
  • สูตรผัดกะเพราแสนอร่อย — จดลิขสิทธิ์แล้วห้ามคนทั้งประเทศผัดกะเพรากินไม่ได้ เพราะลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองตัวสูตรหรือแนวคิดในการปรุงอาหารโดยอัตโนมัติ

สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ มีหลักคิดร่วมกันคือการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้สร้างสรรค์หรือผู้พัฒนา
กับประโยชน์ของสังคม สิทธิเหล่านี้มีขอบเขต มีเงื่อนไข และมีระยะเวลาคุ้มครอง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครผูกขาดทุกอย่างไปชั่วลูกชั่วหลาน

ลองนึกกลับกันดู

ถ้าลูกหลานของคุณเป็นนักวิจัยไทย ใช้เวลาสิบปีพัฒนาทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่อร่อยกว่าเดิม เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก ทนโรค และส่งออกได้ดี
แล้วขอรับความคุ้มครองผลงานของตัวเอง เราอาจได้เห็นพาดหัวข่าวว่า “นายทุนจ้องยึดทุเรียนไทย ต่อไปกินหมอนทองต้องขออนุญาต”
แล้วลูกหลานคุณก็ถูกประณามว่าเป็นพวกขายชาติขายแผ่นดิน แบบนี้คุณโอเคไหม

หรือถ้ามหาวิทยาลัยไทยคิดค้นยางพาราพันธุ์ใหม่ที่ให้น้ำยางมากขึ้น ก็คงมีคนออกมาโวยวายว่า
ต่อไปชาวสวนจะกรีดยางไม่ได้แล้ว เพราะนายทุนจดทะเบียนยางพาราไปหมด ฟังดูตลก
แต่ความเข้าใจผิดเรื่องกะเพราที่กำลังเป็นข่าวก็มีลักษณะไม่ต่างกันนัก

แล้วอะไรคือเรื่องที่เราควรถกกันจริง ๆ

ไม่ได้หมายความว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่มีปัญหาให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของเกษตรกร
การใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมพื้นเมือง และความเป็นธรรมของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยของรัฐ
เรื่องเหล่านี้ควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่การตรวจสอบควรเริ่มจากข้อเท็จจริง
ไม่ใช่เริ่มจากความเกลียดชังแล้วค่อยหาข้อมูลมาสนับสนุนความรู้สึกของตัวเอง

ถ้าใครลงทุนวิจัยสิ่งใหม่ขึ้นมาแล้วคนอื่นนำไปผลิตขายแข่งได้ทันทีโดยไม่มีข้อจำกัด เราจะสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยได้อย่างไร
ในทางกลับกัน หากการคุ้มครองสิทธิไปกระทบสิทธิของเกษตรกรหรือประโยชน์สาธารณะ เราก็ต้องมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม

ประเทศอื่นเขาแข่งกันจดสิทธิบัตร พัฒนาเทคโนโลยี และสร้างนวัตกรรม ส่วนบ้านเราแค่มีคนจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์
ก็เกือบจะมีขบวนการปลดแอกต้นกะเพรากันแล้ว

ปล.

ใครมีกะเพราปลูกอยู่หลังบ้าน ไม่ต้องรีบถอนนะครับ เก็บไว้ผัดกินได้ตามปกติ
ส่วนใครยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ แนะนำให้เติมความรู้ก่อนเติมพริก จะได้ไม่เผ็ดร้อนกันเกินเหตุ

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นและคำอธิบายเชิงความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
ข้อมูลข้อเท็จจริงอ้างอิงจากกรณีการขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่มีการรายงานในสื่อช่วงนี — Surin108 เรียบเรียง จากต้นฉบับ 

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

You May Have Missed