เมื่อเขมรแพ้สงครามแล้วต้องหาที่ระบาย หนังเรื่องนี้จึงใส่ร้ายไทย
กัมพูชาเตรียมฉายภาพยนตร์ “Blood Border: Cambodia’s 2nd Killing Fields” ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ด้วยเรื่องเล่าว่าทหารไทยฆ่าผู้อพยพชาวกัมพูชาที่หนีตายมาจากสงครามกลางเมือง มาขอความช่วยเหลือจากประเทศไทย แต่ถ้าดูตามข้อเท็จจริง เรื่องเล่านี้กำลังกลับด้านคนที่ยื่นมือเข้าไปช่วยให้กลายเป็นผู้ร้าย
บทความนี้เป็นความคิดเห็นและบทวิเคราะห์ของกองบรรณาธิการ Surin108 ไม่ใช่รายงานข่าว
หนังเรื่องนี้กำลังทำสิ่งที่อันตรายกว่าการเล่าประวัติศาสตร์ผิด — มันกำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้ตัวเองดูเป็นเหยื่อตลอดเวลา
๑. ต้นเรื่องคือคนที่หนีตายมา แล้วเราเป็นคนให้ที่พัก
ผู้อพยพที่เดินทางมาถึงชายแดนไทยในปี ๒๕๒๒ ไม่ได้มาในฐานะศัตรู พวกเขาหนีการเข่นฆ่าของเขมรแดงมาขอความช่วยเหลือ ประเทศไทยเปิดค่าย เปิดด่าน ให้อาหาร ให้ยา ให้ที่อยู่ เป็นเวลาหลายปี
แต่ในเนื้อหาของหนัง ภาพของทหารไทยกลับถูกวางเป็นผู้ร้ายที่ไล่ฆ่าคนที่เพิ่งช่วยชีวิตมา และสิ่งที่ไม่ถูกพูดถึงเลยคือต้นเหตุที่แท้จริงของเรื่องทั้งหมด — ทุ่งสังหาร คุกตวลสเลง และการสังหารหมู่ที่เขมรแดงก่อกับคนของตัวเอง
เลือกที่จะไม่พูดถึงสาเหตุ แต่พูดถึงแค่ผลลัพธ์ที่ตัวเองอยากให้คนอื่นเห็น นี่ไม่ใช่การเล่าประวัติศาสตร์ แต่คือการเลือกเล่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
๒. อ้างผู้รอดชีวิต ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างที่อ้าง
ผู้สร้างบอกว่าหนังสร้างจากความทรงจำของคนที่รอดชีวิตคนหนึ่ง และมีผู้รอดชีวิตยังมีชีวิตอยู่ แต่คำบอกเล่าของคนคนเดียวไม่เคยแทนข้อเท็จจริงทั้งเหตุการณ์ได้ ประวัติศาสตร์ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครจำได้กี่คน แต่ตัดสินที่หลักฐานที่ตรวจสอบข้ามฝ่ายได้
ถ้าเหตุการณ์ที่หนังอ้างเป็นความจริงทั้งเรื่อง ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุจูงใจอะไรที่ทำให้ทหารไทยซึ่งดูแลผู้อพยพกว่า ๔ แสนคน เกือบ ๑๐ ปี ให้อาหาร ให้ยา ให้ที่อยู่ ให้การศึกษากับลูกหลานของเขา จู่ ๆ ต้องเปลี่ยนเป็นคนไล่ฆ่าคนกลุ่มเดียวกันนั้น
การดูแลคนต่างชาติเป็นสิบปีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ด้วยการบังคับ มันคือการแบกภาระ และไม่มีประเทศไหนในโลกที่ทำงานนี้แล้วจบด้วยการฆ่าคนของตัวเอง ความขัดแย้งระหว่างคำอ้างกับสิ่งที่หลักฐานชี้ จึงไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ปล่อยผ่านได้

๓. เจตนาชัด: ใส่ร้ายไทยต่อเวทีโลก และจังหวะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
หนังไม่ได้ออกมาฉายในยุคที่ความสัมพันธ์สองประเทศปกติ แต่ออกมาหลังเหตุปะทะชายแดนระหว่างปี ๒๕๖๘–๒๕๖๙ ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน
เมื่อข้ออ้างเรื่อง “ผลประโยชน์ทางทะเล” นำไปสู่การสู้รบด้วยกำลัง และฝั่งที่เริ่มก็ไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ การหาพื้นที่ใหม่ในการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองจึงเริ่มขึ้น และหนังเรื่องนี้คือเครื่องมือหนึ่งที่ทรงพลังมาก เพราะมันทำงานกับ “ความรู้สึก” ไม่ใช่เอกสารที่ต้องพิสูจน์
หนังไม่ต้องชนะข้อโต้แย้ง ขอแค่ให้คนทั้งโลกจำภาพทหารไทยกับปืนแล้วนึกถึงความโหดร้าย ก็เพียงพอต่อวัตถุประสงค์แล้ว
๔. เกมนี้ไม่ใช่เกมของประชาชนสองฝั่ง แต่เป็นเกมของผู้นำที่ไม่มีทางเลือกอื่น
ต้องพูดให้ชัดว่าเราไม่ได้มีปัญหากับคนเขมร แต่มีปัญหากับคนที่ต้องการปั้นเรื่องนี้ขึ้นมา
ฝ่ายกัมพูชาใช้ความขัดแย้งชายแดนเป็นเครื่องมือของตระกูลฮุนที่กำลังหาความชอบธรรมให้ตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีนักการเมืองไทยที่จุดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลขึ้นมาจนนำไปสู่การสู้รบด้วยกำลังเช่นกัน
ความเสียหายที่ตามมาคือประชาชนสองฝั่งที่ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจอะไรเลย ต้องกลายเป็นคนที่แบกความเกลียดชังแทน
๕. พอแพ้ในสนามรบ ก็ย้ายไปสู้ในสนามประวัติศาสตร์
เมื่อการสู้รบด้วยกำลังไม่สำเร็จ เขมรจึงเปลี่ยนสมรภูมิไปที่อื่น ทั้งหนัง ทั้งการเคลมประวัติศาสตร์ ทั้งการอ้างว่าชุดการแต่งกายของเขมรทั้งหมดมาจากภาพสลักบนกำแพงวัด
นี่คือวิธีสู้แบบที่ไม่ต้องมีหลักฐานกองอยู่ตรงหน้า แต่ฝังความเชื่อลงในคนรุ่นหลัง ทีละหนัง ทีละคำอ้าง และทุกครั้งที่เราไม่ตอบโต้ ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นความจริงในสายตาคนนอก
๖. ยิ่งไทยเปิดโปงศูนย์สแกมเมอร์ ยิ่งทำให้เขมรต้องหาข้อแก้ตัว
ในช่วงที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเปิดโปงศูนย์สแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของเขาและสร้างความเสียหายให้คนทั้งโลก รวมถึงคนไทยจำนวนมาก
การเปิดโปงนั้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเสียหายหนัก และเมื่อภาพลักษณ์เสีย การหาข้อแก้ตัวแบบใหม่จึงเกิดขึ้น เรื่องเล่า “ทหารไทยฆ่าผู้อพยพ” คือข้อแก้ตัวที่คนนอกจะฟังง่ายกว่าคำอธิบายเรื่องศูนย์สแกมเมอร์มาก
๗. ยังไม่ฉาย แต่เจตนาชัดแล้ว
หนังยังไม่ได้ออกฉาย แต่โปสเตอร์และข้อมูลที่ปล่อยออกมาก็เพียงพอให้เห็นทิศทาง — เรื่องเล่าของคนคนเดียวที่อ้างเหตุการณ์บริเวณภูผี โดยไม่มีหลักฐานอื่นมาร่วมยืนยัน
การรอชมตัวหนังเต็มเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่การรอไม่ควรกลายเป็นการเงียบจนปล่อยให้ข้อกล่าวหาฝังลงไปก่อนที่ใครจะได้ยินอีกด้าน
ถึงเวลาที่คนไทยต้องพูดเรื่องนี้ให้ดังและพูดด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ของเราถูกเขียนโดยฝ่ายที่แพ้สงครามแล้วยังอยากเป็นผู้ชนะในเรื่องเล่า
บทความนี้เป็นความคิดเห็นและบทวิเคราะห์ของกองบรรณาธิการ Surin108 ไม่ใช่รายงานข่าว · ข้อมูลภาพยนตร์อ้างอิงจากสัมภาษณ์ผู้กำกับ Leak Lyda กับ Asian Movie Pulse และข้อมูลภาพยนตร์บน IMDb — Surin108 เรียบเรียง
Share this content:


