โฆษกรัฐบาลเผยราคาพืชผลเดือน ต.ค. มันขึ้น 80.75% ข้าวเจ้า 40%
โฆษกรัฐบาลเผยราคาพืชผลสำคัญเดือนตุลาคม 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน มันสำปะหลังเพิ่ม 80.75% ยางแผ่นดิบเพิ่ม 53.79% และข้าวเปลือกเจ้าเพิ่มประมาณ 40% พร้อมระบุว่ารัฐบาลยังต้องลดรายจ่ายควบคู่กับเพิ่มรายได้ เพราะราคาพืชผลไม่ได้ชดเชยค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่มทั้งหมด
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์และเว็บไซต์รัฐบาลไทยเผยแพร่คำแถลงของนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งยกตัวเลขราคาสินค้าเกษตรมาอธิบายสถานการณ์รายได้ครัวเรือนเกษตร ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

ราคาพืชผลที่รัฐบาลยกมาเปรียบเทียบ
ตามคำแถลงและกราฟิกที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เป็นการเปรียบเทียบข้อมูลเดือนตุลาคม 2569 กับเดือนเดียวกันของปี 2568 โดยมีรายละเอียดดังนี้
- มันสำปะหลัง: 3.85 บาทต่อกิโลกรัม จาก 2.13 บาท เพิ่มขึ้น 80.75%
- ยางแผ่นดิบชั้น 3: 82.14 บาทต่อกิโลกรัม จาก 53.41 บาท เพิ่มขึ้น 53.79%
- ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15%: 9,073 บาทต่อตัน จาก 6,471 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40%
- ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15%: 17,853 บาทต่อตัน จาก 15,931 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 12%
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5%: 9.36 บาทต่อกิโลกรัม จาก 8.83 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6%
- ปาล์มน้ำมันทั้งทะลาย: 8.02 บาทต่อกิโลกรัม จาก 7.27 บาท เพิ่มขึ้น 10.32%

ยอมรับค่าครองชีพยังสูง ต้องดูทั้งรายได้และรายจ่าย
นายเอกภพระบุว่า รัฐบาลรับฟังความเห็นที่ว่าราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้นอาจยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าครองชีพ แต่เห็นว่าการประเมินเศรษฐกิจควรพิจารณาทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย ไม่เลือกเฉพาะตัวเลขด้านใดด้านหนึ่งมาอธิบายภาพทั้งหมด
“โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้ทุกอย่างราคาถูกโดยฝืนตลาดโลก แต่ต้องทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมลดรายจ่ายในสิ่งจำเป็น”
โฆษกรัฐบาลกล่าวถึงการลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือหน่วยละ 3 บาทว่าเป็นมาตรการลดภาระครัวเรือน และกล่าวถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ภาคประชาชนในฐานะโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายส่วนเกิน ทั้งนี้ ข่าวคำแถลงดังกล่าวไม่ได้แจกแจงคุณสมบัติผู้มีสิทธิหรือขั้นตอนสมัคร จึงไม่ใช่ประกาศเปิดรับสิทธิสำหรับทุกครัวเรือน
ชูพืชพลังงานเป็นอีกตลาดของผลผลิตเกษตร
ในส่วนพลังงานชีวภาพ นายเอกภพกล่าวถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอี 20 และบี 20 เพื่อจูงใจการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยระบุว่าความต้องการใช้อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลจะช่วยเพิ่มตลาดให้ภาคเกษตร และลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
โฆษกรัฐบาลระบุด้วยว่าจะเพิ่มตลาดส่งออก บริหารจังหวะนำเข้า และสร้างความต้องการใช้ผลผลิตในประเทศ ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพ โดยข้อความส่วนนี้เป็นแนวทางที่รัฐบาลกล่าวถึง ไม่ใช่ยอดรายได้เพิ่มเติมที่เกิดขึ้นจริงกับเกษตรกรทุกรายแล้ว
ชาวนาสุรินทร์ควรเทียบราคาให้ตรงชนิดและความชื้น
ตัวเลขข้าวในคำแถลงระบุความชื้น 15% ทั้งข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ จึงไม่ควรนำไปเทียบตรง ๆ กับข้าวสดที่มีความชื้นต่างกัน หรือถือว่าเป็นราคาที่โรงสีทุกแห่งในสุรินทร์ต้องรับซื้อ
ก่อนตัดสินใจขาย ควรสอบถามราคาของพันธุ์ข้าวที่นำไปขายจริง เกณฑ์ความชื้น คุณภาพ และรายการหักของแต่ละจุดรับซื้อ ตัวเลขราคาพืชผลที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีก่อนเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ข้อมูลกำไรสุทธิของแต่ละครัวเรือน เพราะต้องพิจารณาปริมาณผลผลิตและต้นทุนประกอบด้วย
ที่มา: โพสต์กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 · ข่าวกรมประชาสัมพันธ์ · คำแถลงบนเว็บไซต์รัฐบาลไทย
ภาพประกอบและกราฟิกราคา: กรมประชาสัมพันธ์
Share this content:


