รับวัฒนธรรมคนอื่นไม่ผิด แต่อ้างเป็นต้นฉบับ ต้องตอบให้ได้ว่าหลักฐานอยู่ไหน
บทวิเคราะห์และความเห็น
เพจ “กรุงเทพฯวันนี้ BKK Today” เปิดประเด็นถึงงานบุญประเพณีแข่งเรือ “บอน อม ตูก” ของกัมพูชา โดยนำภาพเก่ามาตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ปรากฏนางรำอยู่บนหัวเรืออย่างที่เห็นในปัจจุบัน ภาพขาวดำที่นำมาอ้างอิงมีลายน้ำ Pathé ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าอาจถ่ายในสมัยฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา
เพจต้นทางยังระบุว่า เริ่มพบภาพนางรำบนหัวเรือในช่วงปี ค.ศ. 2010 โดยภาพที่นำมาเปรียบเทียบแสดงการแต่งกายที่ผู้ตั้งข้อสังเกตระบุว่าเป็นชุดซัมปอดของกัมพูชา
อีกประเพณีที่ถูกหยิบมาเปรียบเทียบคือ “ปาคู จาลูร์” ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีนักเต้นแสดงอยู่บริเวณหัวเรือ สร้างสีสันให้การแข่งขัน ตามข้อมูลที่ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนเคยเผยแพร่ ความคล้ายกันนี้นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า การแสดงบนหัวเรือของกัมพูชาอาจได้รับอิทธิพลจากอินโดนีเซีย
ถึงจะมีการหยิบยืมกันจริง เราก็มองว่าไม่ใช่เรื่องผิด
วัฒนธรรมไม่เคยหยุดนิ่ง ผู้คนเห็นสิ่งที่น่าสนใจจากเพื่อนบ้านแล้วนำมาปรับให้เข้ากับวิถีของตัวเองได้ เรื่องการแต่งกายก็เช่นกัน ภาพบางชุดในปัจจุบันอาจทำให้คนไทยรู้สึกคุ้นตากับเสื้อ ผ้าพาดไหล่ และองค์ประกอบที่คล้ายชุดไทย จนเกิดคำถามว่า รูปแบบเหล่านี้เข้ามาเมื่อใด และเปลี่ยนไปจากภาพเก่าอย่างไร คำถามเช่นนี้ควรตอบด้วยประวัติของเครื่องแต่งกาย ไม่ใช่อ้างความเป็นเจ้าของจากภาพที่ดูคล้ายกันเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์จึงไม่ใช่การรับวัฒนธรรม แต่คือการรับมาแล้วไม่ยอมรับที่มา หากผู้ใดหยิบรูปแบบของผู้อื่นมาปรับใช้ แล้วกลับประกาศว่าตัวเองเป็นต้นฉบับ พร้อมกล่าวหาผู้ที่ตนรับอิทธิพลมาว่าเป็นขโมย พฤติกรรมเช่นนั้นย่อมไม่ซื่อตรง และสมควรถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
ภาพสลักบนกำแพงวัดอาจเป็นหลักฐานสำคัญของอดีต แต่ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกสิ่งในปัจจุบัน การจะใช้ภาพสลักยืนยันว่าเป็นต้นฉบับของท่ารำหรือเครื่องแต่งกายใด ต้องอธิบายให้ได้ทั้งรายละเอียด ช่วงเวลา และความต่อเนื่อง ไม่ใช่เห็นเค้าโครงคล้ายกันแล้วรวบทั้งหมดเป็นของตัวเอง
การรับวัฒนธรรมและปรับปรุงวัฒนธรรมเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ไม่ปกติคือการปฏิเสธที่มา อ้างความเป็นต้นฉบับโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ แล้วหันไปกล่าวหาคนอื่นว่าขโมย
การยอมรับว่าเรียนรู้จากเพื่อนบ้าน ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมของใครด้อยค่าลง แต่การบิดที่มาเพื่อยกตัวเองเหนือผู้อื่นต่างหาก ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของคำกล่าวอ้างนั้น
สุรินทร์ร้อยแปด ชวนคนสุรินทร์ มองโลกไปด้วยกัน
ที่มา: กรุงเทพฯวันนี้ BKK Today และ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน
🛒 สินค้าแนะนำสำหรับผู้อ่าน
ลิงก์สนับสนุน
Share this content:


