ส่งออกข้าวไทย 9 เดือน 4.99 ล้านตัน ลด 19.26% ฟิลิปปินส์-มาเลเซียโตแรง
ส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.ย.) อยู่ที่ 4.99 ล้านตัน มูลค่า 2,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94,912 ล้านบาท ลดลง 19.26% ในด้านปริมาณ และลดลง 16.84% ในด้านมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดเอเชียกลับเติบโตโดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย

ตัวเลขนี้เป็นการเปิดเผยของ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่าไม่ใช่เพียงไทยที่ส่งออกลดลง ผู้ส่งออกรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลกก็ส่งออกลดลงเช่นกัน ทั้งเวียดนาม ปากีสถาน และสหรัฐฯ ยกเว้นอินเดียที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมลดลง แต่ตลาดเอเชียโตสวนทาง
แม้ภาพรวมจะลดลง แต่การส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียมีปริมาณ 1.71 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ส่งไปแอฟริกา 1.73 ล้านตัน สะท้อนว่าการกระจายตลาดสมดุลขึ้นกว่าที่เคยพึ่งตลาดใดตลาดหนึ่ง
- ฟิลิปปินส์ นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น 263% จากความกังวลเรื่องเอลนีโญและนโยบายเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร
- มาเลเซีย นำเข้าสูงสุดในรอบ 20 ปี เพิ่มขึ้น 155%
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มขึ้น 63% และโมซัมบิก เพิ่มขึ้น 2%

ทำไมภาพรวมจึงลด
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุปัจจัยหลัก 3 ข้อ คือ หนึ่ง ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก โดยข้าวขาว 5% สูงกว่าอินเดีย 21.3% ปากีสถาน 12.2% และเวียดนาม 11.6% สอง เงินบาทแข็งค่าขึ้น 1.92% ในช่วง 9 เดือน และค่าระวางเรือพุ่งขึ้น 40% จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสาม นโยบายภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะมาตรา 301 ที่กระทบการส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ตลาดอิรักซึ่งเคยซื้อข้าวไทยกว่าปีละ 1 ล้านตันส่งออกไม่ได้ อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้นำเข้าสำคัญงดนำเข้าข้าว และการเจรจาขายข้าวแบบจีทูจีให้จีนยังไม่บรรลุเป้าหมาย จากสัญญารวม 1.22 ล้านตัน ส่งมอบแล้ว 7.6 แสนตัน
ทั้งปีคาด 6.5 ล้านตัน ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า ปี 2569 ไทยน่าจะส่งออกข้าวได้ราว 6.5 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านตัน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี พร้อมกล่าวว่า “หากจะต่อว่า อย่าไปโทษรัฐบาล อย่าโทษการเมือง ดิฉันเป็นอธิบดี ขอรับผิดชอบเอง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง”
มุมมองต่อเกษตรกร
การส่งออกที่ชะลอตัวสะท้อนภาพราคารับซื้อในประเทศที่เกษตรกรต้องจับตา โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นสินค้าหลักของสุรินทร์และภาคอีสานตอนล่าง เกษตรกรที่กำลังจะเก็บเกี่ยวควรติดตามประกาศราคารับซื้อของโรงสีในพื้นที่ ตรวจวัดความชื้นของข้าวก่อนขาย และเปรียบเทียบราคาจากหลายโรงสีก่อนตัดสินใจ
อ้างอิงข้อมูล: กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แถลงวันที่ 30 ต.ค. 2569 · รายงานโดย ข่าวสด, อิศรา, กรุงเทพธุรกิจ และประชาชาติธุรกิจ — ลิงก์ต้นฉบับ · Surin108 เรียบเรียง
Share this content:


