จากคูเมืองถึงห้วยเสนง กำเนิดประปาสุรินทร์ในคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น

ภาพประกอบข่าว: จากคูเมืองถึงห้วยเสนง ประวัติประปาสุรินทร์กับโจทย์น้ำของคนทั้งเมือง

จากคูเมืองถึงห้วยเสนง กำเนิดประปาสุรินทร์ในคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น

เรื่องเล่า: ชาคร ศิวะสมบูรณ์
เรียบเรียง: สุรินทร์ร้อยแปด

ก่อนน้ำจะไหลออกจากก๊อก คนสุรินทร์เอาน้ำจากไหนมาใช้?

คำถามนี้พาเราย้อนกลับไปยังเมืองสุรินทร์ในวันที่ชุมชนยังไม่หนาแน่น บ้านเรือนและร้านค้าต้องพึ่งพาน้ำจากคูเมืองและสระเก่า ก่อนที่โรงกรองน้ำ ท่อประปา และอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมือง

ชาคร ศิวะสมบูรณ์ ถ่ายทอดเรื่อง “กำเนิดการประปาสุรินทร์” ไว้ตั้งแต่ยุคตักน้ำจากคูเมือง จนถึงวันที่คนปลายก๊อกและเกษตรกรต่างพึ่งพาแหล่งน้ำเดียวกัน เรื่องราวต่อไปนี้เรียบเรียงตามคำบอกเล่าของเขา โดยเก็บข้อสังเกตและข้อมูลประกอบไว้ในเชิงอรรถท้ายบทความ

ยุคคูเมืองและสระโบราณ พ.ศ. 2479–2490

เมื่อมีการจัดตั้งเทศบาลเมืองสุรินทร์ใน พ.ศ. 2479 เมืองยังมีขนาดเล็ก ประชากรไม่หนาแน่น ชาวบ้านและสถานประกอบการใช้น้ำดิบจากคูเมืองเก่า หรือคูเมืองประทายสมันต์ ทั้งชั้นในและชั้นนอก รวมถึงสระน้ำโบราณที่กระจายอยู่ในเมือง

แหล่งน้ำเหล่านั้นมีทั้งสระโบราณในเขตโรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งชาครเล่าว่ามีโรงกรองน้ำและระบบวางท่อ สระถลา หรือสระน้ำใส สระหนองบัว และสระน้ำอื่น ๆ ที่อยู่คู่ชุมชน[1]

น้ำที่ตักมาไม่ได้พร้อมใช้เหมือนน้ำจากก๊อกในวันนี้ แต่ละครัวเรือนมีวิธีจัดการของตัวเอง บางบ้านใช้สารส้มแกว่งในน้ำ บางบ้านใช้กรวด ทราย ถ่าน และนุ่น เป็นวัสดุกรองน้ำไว้บริโภค[2]

ภาพของเมืองในยุคนั้นจึงผูกอยู่กับแหล่งน้ำใกล้ตัว คูเมืองไม่ได้เป็นเพียงแนวเขตหรือร่องรอยจากอดีต แต่เป็นน้ำกินน้ำใช้ที่ผู้คนต้องตัก ต้องพัก และต้องกรองด้วยมือของตนเอง

อ่างเก็บน้ำและสะพานในภาพประกอบที่ผู้อ่านส่งมา
ภาพประกอบแหล่งน้ำจากชุดภาพที่ผู้อ่านส่งมา

ไฟไหม้ใหญ่กับการสร้างโรงกรองน้ำ พ.ศ. 2493–2510

ในคำบอกเล่าของชาคร เหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในย่านกลางเมืองสุรินทร์ บริเวณติ๊กโกย ธนสาร และย่านห่วยโหล่ สนิทนิคมรัฐ สร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่เมืองที่ยังมีอาคารไม้เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์นั้นทำให้เทศบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีระบบประปาแรงดันสูง และจุดจ่ายน้ำดับเพลิงที่คนเรียกกันว่า “ประปาหัวแดง” เพื่อความปลอดภัยของเมือง

เทศบาลร่วมกับรัฐบาลในยุคนั้นจึงจัดสรรงบประมาณพัฒนาโรงกรองน้ำแห่งแรกของเขตเมืองสุรินทร์ และเริ่มขยายท่อจ่ายน้ำอย่างเป็นระบบ ประปาจึงเข้ามารับหน้าที่ทั้งเรื่องสุขอนามัยของผู้คนและการป้องกันอัคคีภัย[3]

ชาครเล่าต่อว่า ใน พ.ศ. 2510 เทศบาลสุรินทร์ยังใช้แหล่งน้ำดิบจากสระโบราณและคูน้ำทั้งสองชั้น อีกทั้งการขุดถนนบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคและ สวค. เคยพบท่อส่งน้ำดินเผาจากสระโบราณ เชื่อมมาถึงคูน้ำชั้นที่สองบริเวณตลาดน้อย[4]

ท่อที่อยู่ใต้ถนนในความทรงจำนี้ เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่พาเรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสระเก่า คูเมือง และผู้คนที่เคยใช้น้ำร่วมกัน

เมื่อเมืองขยาย น้ำจากคูเมืองไม่พออีกต่อไป

ในระยะเวลาประมาณ 30 ปี เทศบาลเมืองสุรินทร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำจากสระโบราณและคูเมืองไม่เพียงพอต่อการบริโภค

ชาครบอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของคูเมืองด้วยความเสียดาย แหล่งน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คนถูกบุกรุก มีการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล จนสกปรกและเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

เขาสรุปความรู้สึกต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ว่า

“การทำลายแหล่งน้ำที่รวดเร็ว รุนแรงเกิดจากฝีมือของมนุษย์”

เมื่อแหล่งน้ำเดิมรองรับเมืองไม่ไหว เรื่องประปาสุรินทร์จึงเดินทางออกจากคูเมืองและสระเก่า ไปสู่แหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ห้วยเสนง แหล่งน้ำของเมืองและพื้นที่เกษตร

ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ชาครเล่าว่า ชลประทานสุรินทร์พัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงขึ้นตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 50,000 ไร่[5]

ต่อมา ห้วยเสนงกลายเป็นแหล่งน้ำดิบหลัก ส่งน้ำเข้าสู่สถานีผลิตน้ำห้วยเสนง และส่งต่อให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุรินทร์ ขณะที่กิจการประปาซึ่งเคยอยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลเมืองสุรินทร์ ถูกโอนไปอยู่ในการกำกับดูแลของการประปาส่วนภูมิภาค

จากน้ำในคูเมืองที่ผู้คนเคยตักมาใช้ใกล้บ้าน น้ำของคนเมืองจึงเดินทางมาไกลขึ้น ผ่านอ่างเก็บน้ำ สถานีผลิต และท่อจ่าย ก่อนออกมาที่ปลายก๊อกของแต่ละครัวเรือน

มาตรวัดน้ำและน้ำไหล ภาพประกอบระบบประปา
ภาพประกอบระบบประปา ไม่ใช่ภาพยืนยันเหตุท่อชำรุดในสุรินทร์

แต่สำหรับชาคร เรื่องของห้วยเสนงไม่ได้มีเพียงเส้นทางส่งน้ำเข้าตัวเมือง ยังมีพื้นที่เกษตรกรรมและผู้คนรอบอ่างที่ร่วมพึ่งพาน้ำต้นทุนเดียวกัน

“ยังเก็บน้ำได้เท่าเดิมจริงหรือ?”

ในโพสต์ ชาครระบุว่า ประชาชนในเขตเมืองใช้น้ำประปาเดือนละกว่าหนึ่งล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ประปาผลิตน้ำประมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน เขาสรุปเป็นการใช้น้ำเพื่อบริโภคประมาณ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และการผลิตน้ำประมาณ 16 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี[6]

จากนั้นเขาชวนย้อนมองอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ซึ่งในคำบอกเล่าของเขาเคยเก็บกักน้ำได้ประมาณ 21 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อราว 50 ปีก่อน แล้วตั้งคำถามว่า เมื่อเวลาผ่านมาถึงวันนี้ อ่างยังเก็บน้ำได้เท่าเดิมจริงหรือ

คำถามของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขความจุ แต่รวมถึงตะกอนที่สะสมอยู่ในอ่าง น้ำที่ระเหย และปริมาณน้ำที่นำมาผลิตประปาได้จริง

ในมุมของชาคร การนำความจุ 21 ล้านลูกบาศก์เมตรมาเทียบกับยอดผลิตน้ำ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วบอกว่ายังเหลืออีก 5 ล้านลูกบาศก์เมตร อาจไม่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในอ่าง เพราะเขามองว่าส่วนที่เหลือนั้นมีตะกอนและน้ำที่ไม่สามารถนำมาผลิตประปารวมอยู่ด้วย[7]

นี่คือความกังวลของคนที่มองแหล่งน้ำแห่งเดิมผ่านระยะเวลาหลายสิบปี และอยากรู้ว่าตัวเลขที่ใช้อธิบายห้วยเสนงยังบอกเรื่องราวของน้ำได้ครบเพียงใด

ขุดลอกห้วยเสนง แล้วน้ำจะไปถึงใครบ้าง

ชาครกล่าวถึงโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง บริเวณบ้านตามีย์ ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยระบุปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 800,000 ลูกบาศก์เมตร ดำเนินการโดยโครงการชลประทานสุรินทร์ วงเงิน 35 ล้านบาท และพื้นที่เกษตรกรรมที่จะได้รับประโยชน์ประมาณ 1,200 ไร่[8]

สิ่งที่เขาตั้งคำถามคือ เมื่อมีการลงทุนเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำแล้ว เกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างไร ในเมื่อเขามองว่าน้ำส่วนใหญ่ถูกนำไปผลิตประปา

ในโพสต์ เขาระบุสัดส่วนไว้ที่ร้อยละ 80 พร้อมถ่ายทอดความกังวลว่าน้ำเหลือไม่เพียงพอให้ทั้งวัวควายและเกษตรกร เป็นน้ำเสียงที่สะท้อนความรู้สึกของผู้เล่าต่อการจัดสรรน้ำระหว่างเมืองกับพื้นที่รอบอ่าง[9]

ท้ายเรื่อง ชาครยังกล่าวถึงแนวทางระยะยาวในการสร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระบบน้ำ ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณอีก 1,048 ล้านบาท และทิ้งคำถามไว้กับภาพอนาคตที่ฟังดูดี ว่าจะตอบโจทย์คนที่ต้องใช้น้ำจริงได้อย่างไร[10]

ประวัติศาสตร์ที่ยังไหลมาถึงปลายก๊อก

จากคูเมืองประทายสมันต์ สระถลา สระหนองบัว และสระโบราณในเมือง มาถึงโรงกรองน้ำ ประปาหัวแดง และอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เรื่องเล่าของชาครพาเราเห็นว่า ประวัติประปาสุรินทร์ไม่ได้อยู่ห่างจากชีวิตประจำวันเลย

มันอยู่ในน้ำที่เคยตักขึ้นจากคูเมือง อยู่ในท่อเก่าใต้ถนน อยู่ในความทรงจำเรื่องไฟไหม้ และอยู่ในความกังวลของคนที่เฝ้ามองแหล่งน้ำเปลี่ยนไปพร้อมกับเมือง

สำหรับคนปลายก๊อก น้ำคือสิ่งจำเป็นในบ้าน สำหรับคนปลายคลอง น้ำคือสิ่งจำเป็นในการทำมาหากิน ทั้งสองชีวิตเชื่อมถึงกันที่แหล่งน้ำเดียวกัน

เรื่องเล่าจากอดีตจึงยังไม่จบลงในอดีต ตราบใดที่ทุกเช้า คนสุรินทร์ยังเปิดก๊อก และเกษตรกรยังมองหาน้ำที่จะหล่อเลี้ยงผืนดินของตน


เชิงอรรถและข้อมูลประกอบ

[1] แหล่งน้ำและช่วงเริ่มต้นของเทศบาล — รายชื่อสระ ชื่อคูเมือง ช่วงปี พ.ศ. 2479–2490 และรายละเอียดระบบกรองน้ำในพื้นที่โรงพยาบาล เป็นข้อมูลตามคำบอกเล่าในโพสต์ของชาคร บทความนี้ยังไม่มีเอกสารร่วมสมัยประกอบรายละเอียดแต่ละแห่ง จึงคงเรื่องไว้ในฐานะคำบอกเล่าของผู้ให้ข้อมูล ไม่ใช้เป็นข้อยุติเรื่องปีเริ่มกิจการประปา

[2] วิธีกรองน้ำในอดีต — สารส้ม กรวด ทราย ถ่าน และนุ่น เป็นวิธีที่ผู้เล่ากล่าวถึงในบริบทวิถีชีวิต การทำให้น้ำใสไม่เท่ากับการรับรองความปลอดภัยสำหรับดื่ม และไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้แทนการผลิตน้ำตามมาตรฐานปัจจุบัน

[3] เหตุไฟไหม้และโรงกรองน้ำ — ช่วงปี พ.ศ. 2493–2510 สถานที่เกิดเหตุ และความเชื่อมโยงระหว่างไฟไหม้กับการสร้างโรงกรองน้ำ เป็นลำดับเหตุการณ์ตามโพสต์ต้นทาง ยังต้องค้นบันทึกเทศบาล ข่าวร่วมสมัย และเอกสารการก่อสร้างเพิ่มเติม เพื่อระบุวันเกิดเหตุและปีสร้างโรงกรองน้ำให้แน่นอน

[4] ท่อดินเผาและชื่อสถานที่ — คงชื่อ “ติ๊กโกย” “ห่วยโหล่” “สนิทนิคมรัฐ” และคำย่อ “สวค.” ตามที่ปรากฏในต้นทาง ไม่ขยายคำย่อหรือกำหนดตำแหน่งขึ้นใหม่ การพบท่อดินเผาเป็นคำบอกเล่าที่ยังไม่มีรายงานการขุดพบหรือหลักฐานกำหนดอายุประกอบในชุดข้อมูลนี้

[5] ห้วยเสนงและการโอนกิจการ — ปีเริ่มพัฒนา พื้นที่เกษตรกรรม 50,000 ไร่ และข้อความเรื่องแนวพระราชดำริเป็นข้อมูลของผู้เล่า ยังไม่มีเอกสารโครงการประกอบในชุดข้อมูลที่ใช้เรียบเรียง ส่วนปีโอนกิจการประปาไม่ได้ระบุชัดในโพสต์ จึงไม่เติมปีขึ้นเอง

[6] ตัวเลขการใช้น้ำ — คงตัวเลขรายเดือนและรายปีตามโพสต์ โดยไม่แก้ตัวเลขของผู้เล่าให้กลายเป็นตัวเลขอีกชุด หน้าเผยแพร่ข้อมูลของ กปภ.สาขาสุรินทร์แยก “ปริมาณน้ำผลิต” “ปริมาณน้ำผลิตจ่าย” และ “ปริมาณน้ำจำหน่าย” เป็นคนละรายการ การเปรียบเทียบจึงต้องใช้ประเภทข้อมูลและช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขในเรื่องไม่ควรถูกอ่านเป็นสถิติล่าสุดที่บทความนี้รับรอง

[7] ความจุ ตะกอน และน้ำใช้การได้ — ข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ วันที่ 4 ตุลาคม 2565 ระบุความจุเก็บกักห้วยเสนง 21.96 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ในเวลานั้น ไม่ใช่ผลสำรวจความจุปัจจุบัน ส่วนข้ออธิบายเรื่องน้ำที่เหลือ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นตะกอน เป็นความเห็นของผู้เล่า ชุดข้อมูลนี้ยังไม่มีผลสำรวจตะกอนหรือบัญชีน้ำที่จะใช้ตัดสินปริมาณน้ำพร้อมใช้จริง การประเมินต้องพิจารณาน้ำไหลเข้า การระบาย การสูบใช้ การสูญเสีย และคุณภาพน้ำร่วมด้วย

[8] โครงการขุดลอกบ้านตามีย์ — เดลินิวส์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 รายงานการติดตามโครงการในพื้นที่ดังกล่าว และระบุปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 800,000 ลูกบาศก์เมตร สอดคล้องกับส่วนนี้ของคำบอกเล่า แต่ข่าวที่ใช้ประกอบไม่ได้รองรับวงเงิน 35 ล้านบาทและพื้นที่รับประโยชน์ 1,200 ไร่ ตัวเลขสองรายการหลังจึงคงไว้ในฐานะข้อมูลจากผู้เล่า ข่าวติดตามโครงการไม่ใช่เอกสารตรวจรับงานแล้วเสร็จ

[9] สัดส่วนร้อยละ 80 และน้ำสำหรับเกษตรกร — เป็นข้อกล่าวอ้างและความกังวลในโพสต์ต้นทาง ชุดข้อมูลที่ใช้เรียบเรียงยังไม่มีบัญชีจัดสรรน้ำที่ระบุช่วงเวลาและประเภทการใช้น้ำมาประกอบ จึงไม่ยกระดับเป็นสัดส่วนที่ยืนยันโดยหน่วยงาน หรือข้อสรุปว่าพื้นที่เกษตรกรรมทุกแห่งไม่ได้รับน้ำ

[10] โครงข่าย 1,048 ล้านบาท — คงจำนวนเงินตามที่ผู้เล่าระบุ โดยชุดข้อมูลนี้ยังไม่มีเอกสารระบุชื่อโครงการ ขอบเขตงาน แหล่งงบประมาณ และสถานะอนุมัติ จึงไม่ถือว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นงบที่ได้รับอนุมัติหรือใช้จ่ายแล้ว

แหล่งข้อมูล

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

You May Have Missed