เปิดเกณฑ์ใหม่เงินเยียวยาเกษตรกรภัยพิบัติด้านพืช ปี 2568 เช็กอัตราจ่ายต่อไร่และขั้นตอนรับเงิน
กรมส่งเสริมการเกษตรได้สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ อัตราการให้ความช่วยเหลือ และขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมความพร้อม ดำเนินการยื่นเอกสาร และรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองได้อย่างถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ทั้งในส่วนของการตรวจสอบสถานะทะเบียนเกษตรกร การประเมินความเสียหายจริงในพื้นที่ ตลอดจนขั้นตอนการพิจารณาส่งต่อข้อมูลเพื่อรับเงินโอนเยียวยาเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง
อัตราเงินเยียวยาความเสียหายด้านพืชตามหลักเกณฑ์ใหม่
ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ได้กำหนดกรอบวงเงินช่วยเหลือตามสภาพความเสียหายจริงของพืชผลทางการเกษตร ภายใต้เพดานการช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ซึ่งครอบคลุมทั้งข้าว พืชไร่และพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น แปลงปลูกที่มีดินโคลนทับถม รวมถึงแมลงเศรษฐกิจและนาเกลือทะเลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีอัตราการช่วยเหลือแยกตามประเภทความเสียหายดังนี้
- ข้าว: ได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 2,240 บาทต่อไร่
- พืชไร่และพืชผัก: ได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 3,180 บาทต่อไร่
- ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ: กรณีพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 6,800 บาทต่อไร่
- ไม้ผลและไม้ยืนต้นกรณีชะงักการเจริญเติบโต: กรณีที่ต้นพืชยังไม่ตายหรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 3,400 บาทต่อไร่
- พื้นที่การเกษตรที่มีวัสดุทับถม: กรณีแปลงปลูกถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทับถมจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ จะได้รับการช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอกและขนย้าย ในอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ ช่วยเหลือได้ไม่เกินครัวเรือนละ 5 ไร่
ทั้งนี้ ทางการได้เน้นย้ำสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรว่า อัตราเงินช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทุกรายหรือพืชทุกประเภทจะได้รับในอัตรานี้ทั้งหมด หากแต่เป็นอัตราที่กำหนดไว้เฉพาะกลุ่มไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ที่พืชตายหรือเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูสภาพได้ ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 2,240 บาทต่อไร่ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้
เงื่อนไขคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ
เกษตรกรที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรเงินช่วยเหลือเยียวยา จะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญของทางราชการอย่างครบถ้วน โดยมีข้อกำหนดสำคัญ 3 ประการที่เกษตรกรต้องดำเนินการตรวจสอบและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
- การปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร: เกษตรกรต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้มีข้อมูลเป็นปัจจุบันก่อนเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานพื้นฐานสำคัญในการตรวจสอบสิทธิ
- การยื่นแบบคำร้องตามความเสียหายจริง: เมื่อแปลงเพาะปลูกได้รับความเสียหายจริง เกษตรกรต้องยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) พร้อมผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองความเสียหายจากเจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนในพื้นที่
- การติดตามการประชาคมและประกาศรายชื่อ: เกษตรกรต้องร่วมติดตามการจัดทำประชาคม การตรวจสอบแปลงเพาะปลูก และติดตามการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่
นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่สุดคือพื้นที่ทำการเพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบ จะต้องตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจัดสรรเงินช่วยเหลือตามระเบียบได้
ขั้นตอนการยื่นเอกสาร การพิจารณา และการโอนเงินเข้าบัญชี
การดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยมีกรอบระยะเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการให้ความช่วยเหลือไม่เกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่เกิดภัย ซึ่งมีขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1: ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ที่เกิดภัย
- ขั้นตอนที่ 2: เกษตรกรยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยมีผู้ใหญ่บ้าน หรือ กำนัน ร่วมกับ นายก อบต. หรือ นายกเทศมนตรี ทำหน้าที่ตรวจสอบและลงนามรับรองความเสียหาย
- ขั้นตอนที่ 3: คณะอนุกรรมการตรวจสอบความเสียหายระดับหมู่บ้าน ดำเนินการตรวจสอบและรับรองความเสียหายในระดับพื้นที่
- ขั้นตอนที่ 4: นำรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบความเสียหายแล้วไปปิดประกาศตามสถานที่ที่กำหนดไว้ในชุมชน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง
สำหรับกระบวนการพิจารณาด้านงบประมาณ สำนักงานเกษตรอำเภอจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามวงเงินที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรรไว้ หากวงเงินไม่เพียงพอ สำนักงานเกษตรจังหวัดจะนำเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม และหากวงเงินยังไม่เพียงพออีก ให้คณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ปลัด กษ.) ต่อไป
เมื่อผ่านการอนุมัติตามลำดับขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นหน่วยงานผู้โอนเงินช่วยเหลือตรงเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพ เนื่องจากกระบวนการช่วยเหลือทั้งหมดดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐตามระเบียบราชการ ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานใด ๆ ทั้งสิ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการของกรมส่งเสริมการเกษตร
Share this content: