ปมซากสัตว์ป่าคุ้มครองสะเทือนวงการกันตรึมสุรินทร์ ช่างเครื่องดนตรีถูกจับ หวั่นกระทบมรดกวัฒนธรรมอีสานใต้

ปมซากสัตว์ป่าคุ้มครองสะเทือนวงการกันตรึมสุรินทร์ ช่างเครื่องดนตรีถูกจับ หวั่นกระทบมรดกวัฒนธรรมอีสานใต้

ปมซากสัตว์ป่าคุ้มครองสะเทือนวงการกันตรึมสุรินทร์ ช่างเครื่องดนตรีถูกจับ หวั่นกระทบมรดกวัฒนธรรมอีสานใต้

กรณีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับซากสัตว์ป่าคุ้มครองได้ส่งผลกระทบและสร้างความสะเทือนใจครั้งใหญ่ต่อแวดวงศิลปะพื้นบ้านอีสานใต้ ภายหลังเกิดกรณีการจับกุมช่างทำซอกันตรึมและกลองกันตรึมในพื้นที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้รับการแจ้งการกระทำความผิดจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งความเศร้าใจและสะเทือนขวัญในหมู่ศิลปินอีสานใต้ ลูกศิษย์ลูกหา ตลอดจนกลุ่มผู้อนุรักษ์และสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมดนตรีกันตรึม เนื่องจากผู้ที่ถูกดำเนินคดีมีสถานะเป็นทั้งครูดนตรีและผู้ผลิตเครื่องดนตรีกันตรึมคนสำคัญของท้องถิ่น

การบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 กับข้อเท็จจริงในพื้นที่

การดำเนินการทางคดีในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งประเทศไทยได้มีการประกาศรายชื่อสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด ได้แก่ งูเหลือม งูหลาม ตะกวด และเหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) ให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งผลให้บุคคลใดก็ตามที่มีซากของสัตว์เหล่านี้ไว้ในครอบครองโดยไม่ถูกต้องย่อมถือเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมายโดยตรง

อย่างไรก็ดี ในบริบทของศิลปะการแสดงพื้นบ้านดนตรีกันตรึม ชิ้นส่วนซากสัตว์ดังกล่าว โดยเฉพาะหนังงูและหนังตะกวด ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการขึงหน้ากลองและประกอบคันซอมาตั้งแต่อดีต การเข้าตรวจค้นและจับกุมครูดนตรีผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่อำเภอปราสาท จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงรอยต่อระหว่างระเบียบกฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่ากับวิถีช่างดนตรีพื้นถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ย้อนรอยวิถีช่างดนตรีพื้นบ้าน ภาพสะท้อนจากบทเรียนครูพูน สามสี

หากย้อนพิจารณาเส้นทางของช่างทำเครื่องดนตรีกันตรึมในอดีต ภาพสะท้อนจากกรณีศึกษาของ ครูพูน สามสี ศิลปินกันตรึมอีสานใต้แห่งวงกันตรึมบ้านดงมัน ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของวิถีช่างศิลป์ดั้งเดิม โดยบ้านดงมันได้รับการยกย่องจากสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ให้เป็น “หมู่บ้านวัฒนธรรมดงมัน” ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกันตรึมและส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ขับเคลื่อนโดยศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ วิทยาลัยครูสุรินทร์

ในวิถีการผลิตเครื่องดนตรีของครูพูน ด้านหลังบ้านจะเต็มไปด้วยเครื่องกลึงไม้และท่อนไม้ขนุนที่กองสุมไว้สำหรับผลิตกลองกันตรึม ขณะที่บริเวณขื่อนอกชานจะมีการผึ่งและห้อยหนังงูเหลือมไว้เป็นราว ครูพูนระบุว่าการทำกลองกันตรึมด้วยตนเองจะให้เสียงที่ถูกใจที่สุด เมื่อนำออกไปบรรเลงจนมีผู้ชื่นชอบในคุณภาพเสียง จึงมีผู้มาติดต่อขอซื้อจนพัฒนาเป็นอาชีพเสริมที่สามารถหารายได้ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนในเมืองได้ แม้ว่าในการแสดงกันตรึมจะต้องเผชิญกับความยากจน แต่ศิลปินก็ยังคงแสดงต่อไปด้วยใจรักและสืบทอดมรดกมาจากผู้เป็นบิดา

ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งการบรรเลงและฝีมือการผลิตเครื่องดนตรี ครูพูนจึงได้รับเกียรติให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (เมื่อยกฐานะขึ้นจากวิทยาลัยครูสุรินทร์) รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด

สำหรับแหล่งที่มาของหนังงูเหลือมและหนังตะกวดในยุคก่อนนั้น ครูพูนเคยให้ข้อมูลว่า มีเครือข่ายชาวบ้านนำมาจำหน่ายให้บ้าง แต่นานครั้งจึงจะมีเข้ามาเนื่องจากเป็นสัตว์ป่าหายาก แหล่งที่มีการจัดหาได้เป็นจำนวนมากและสามารถสั่งได้ตามความต้องการในอดีต คือการนำเข้ามาจากชาวกัมพูชา ซึ่งในยุคสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศให้สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ป่าสงวนคุ้มครอง

แรงกระเพื่อมต่อการศึกษา ความต้องการเครื่องดนตรี และความเสี่ยงต่อการสูญหาย

วิถีชีวิตดั้งเดิมทำให้ช่างผลิตซอกันตรึมและกลองกันตรึมมักเป็นบุคคลที่ร่วมบรรเลงอยู่ในวงกันตรึมพื้นบ้าน และเกิดเป็นเครือข่ายการจำหน่ายเครื่องดนตรีที่เชื่อมโยงกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้ร่วมกันอนุรักษ์ สนับสนุนวงดนตรีกันตรึม และส่งเสริมการแสดงเรือมกันตรึมอย่างกว้างขวางทั่วเขตอีสานใต้ ส่งผลให้นักเรียนและเยาวชนจำนวนมากเกิดความรัก หวงแหน และร่วมสืบสานภูมิปัญญากันตรึมทั้งในรูปแบบการอนุรักษ์ดั้งเดิมและรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งแน่นอนว่าความต้องการเครื่องดนตรีกันตรึมย่อมเพิ่มสูงขึ้นควบคู่กัน

ทว่า ผลพวงจากการดำเนินคดีตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในปัจจุบัน กำลังนำไปสู่ความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของเครื่องดนตรีกันตรึม โดยมีประเด็นท้าทายสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ภาระด้านเอกสารและแหล่งที่มา: ในอนาคต การครอบครองและการนำหนังงูเหลือม หนังตะกวด หรือหนังเหี้ยมาใช้ประดิษฐ์เครื่องดนตรี จะต้องมีหลักฐานรับรองอย่างชัดเจนว่ามาจากฟาร์มเพาะเลี้ยง หรือผ่านกระบวนการซื้อขายที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนดไว้
  • ต้นทุนและราคาเครื่องดนตรีที่สูงขึ้น: ขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตซอกันตรึมและกลองกันตรึมพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็ก เยาวชน และลูกหลานชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงหรือจัดซื้อเครื่องดนตรีมาฝึกซ้อมได้
  • ภาวะขาดแคลนช่างผู้สืบทอด: ช่างทำเครื่องดนตรีกันตรึมซึ่งเดิมมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว อาจเกิดความท้อถอยและตัดสินใจเลิกผลิตไปในที่สุด จนไม่เหลือผู้มีความรู้และทักษะในการประดิษฐ์เครื่องดนตรีสืบต่อไป

ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างการจัดหาวัตถุดิบตามข้อกฎหมายกับการธำรงไว้ซึ่งเครื่องดนตรีพื้นบ้าน กำลังสร้างความกังวลใจให้แก่กลุ่มผู้อนุรักษ์เป็นอย่างมาก ว่าการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านด้านกันตรึมอาจกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่งที่ต้องสูญหายไปจากแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์และภูมิภาคอีสานใต้อย่างน่าเสียดาย

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

Previous post

มีผลบังคับใช้แล้ว! รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรฉบับใหม่ 2569 เพิ่มเงินชดเชยนาข้าว-พืชไร่สะท้อนต้นทุนจริง

Next post

ช่างทำซอกันตรึม อ.ปราสาท ถูกจับของกลาง 84 รายการ ปมภูมิปัญญาพื้นบ้านชนกฎหมายสัตว์ป่าคุ้มครอง

You May Have Missed