เขาเรียกผมว่าไอ้ปากหมา “ไชยา วรรณศรี
โดย ดอกธูป
1. ปูมหลังและฉากชีวิตวัยเยาว์ (The Roots)
ในห้วงคำนึงของชายวัยหกสิบปี ภาพจำที่แจ่มชัดที่สุดกลับไม่ใช่ความรุ่งโรจน์ในแสงสีของแวดวงวรรณกรรม และไม่ใช่เสียงปรบมือจากรางวัลเกียรติยศมากมายที่ตั้งเรียงรายอยู่บนฝาผนัง หากแต่เป็นภาพของเด็กชายตัวผอมเกร็งวัยเพียง 6 ขวบ ที่กำลังวิ่งกระโจนลงจากกระท่อมไม้ชายเขา ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกท่วมตัว เขาออกวิ่งพล่านไปตามท้องทุ่ง หวังเพียงให้ลมช่วยพัดพาเอาความร้อนละอุนั้นให้มอดดับลง แต่มันกลับยิ่งโหมกระพือ ไฟลามเลียผิวเนื้อจนแสบร้อนเข้าถึงกระดูก ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบและกลายเป็นความเย็นเยียบที่เบาหวิว
นั่นคือนาฏกรรมฉากแรกที่เด่นชัดในชีวิตของ ไชยา วรรณศรี เด็กชายไชยา ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2509 ณ บ้านหนองขาว ตำบลช้างข้าม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ดินแดนที่โอบล้อมด้วยสวนยางพารา ท้องนา และท้องทะเลคราม แม่เล่าให้ฟังเสมอว่า ในวันที่เขาคลอดออกมานั้น ร่างทารกหล่นจากมือพลัดตกใต้ถุนเรือนถึงสามครั้งสามครา ราวกับเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าว่า ชีวิตของเด็กคนนี้จะไม่มีวันก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ราบรื่น หรือโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างเด็ดขาด

เขาเติบโตขึ้นมาในฐานะเด็กชายสองวัฒนธรรม สายเลือดครึ่งหนึ่งคืออีสานอันแร้นแค้นจากผู้เป็นพ่อที่อพยพโยกย้ายมาปักหลักรับจ้างแรงงานอยู่ในภาคตะวันออก หลังจากลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านห้วงหิน ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พ่อกับแม่ทำทุกอย่าง ตั้งแต่กรีดยางพารา ทำไร่มันสำปะหลัง ไปจนถึงการเสี่ยงโชคเดินทางไปขุดพลอยที่จังหวัดตราด ชีวิตในกระท่อมหลังคามุงหญ้าคาชายเขาไม่มีไฟฟ้า มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก ๆ ที่คอยขับไล่ความมืดมิดในยามค่ำคืน
ทว่า แสงตะเกียงดวงนั้นเองที่เกือบจะพรากชีวิตเขาไปตลอดกาล ในค่ำคืนหนึ่งขณะที่ครอบครัวกำลังล้อมวงกินข้าว น้ำมันตะเกียงเกิดหมดลง พ่อลุกไปเปิดปี๊บน้ำมันเพื่อเติมโดยไม่ได้ดับไฟ ทันใดนั้น ลมพัดวูบใหญ่โชยมา ประกายไฟแลบพรึบเข้าในปี๊บ เกิดเสียงระเบิดตูมใหญ่ ลูกไฟดวงมหึมาสาดซัดน้ำมันและเปลวเพลิงเข้าท่วมร่างของเด็กชายไชยาเต็มแรง เขาวิ่งหนีความตายออกไปจนลุงข้างบ้านวิ่งตามมาตะครุบตัวไว้ทันและช่วยถอดเสื้อผ้ายางยืดที่กำลังละลายติดผิวหนังออก
“ตอนนั้นเจ็บแสบจนทนแทบไม่ไหว ร้อนจนเข้าไปข้างในกระดูก แล้วอยู่ ๆ มันก็เย็น… เย็นจนรู้สึกสบายใจ เบาหวิว คิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ความตายมันคงเย็นแบบนี้เอง” ไชยาย้อนระลึกถึงเฉียดความตายในครั้งนั้น
แต่เขายังไม่ตาย ความเย็นที่รู้สึกนั้นมาจากขี้ควายสด ๆ และข้าวสารเคี้ยวละเอียดที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาพ่นและทาพอกชโลมบาดแผลพุพองทั่วทั้งตัวเพื่อดับพิษร้อนตามภูมิปัญญาชาวบ้าน สภาพของเด็กชายในเวลานั้นน่าเวทนา แผลไหม้ลามไปทั้งแถบด้านหลัง ด้านข้างซ้ายเนื้อปริแยกจนแทบมองเห็นลำไส้ด้านใน สะโพกทั้งสองข้างและใบหูพุพองจนเสียรูป ครอบครัวไม่มีเงินพาไปโรงพยาบาล สิ่งที่ทำได้คือการนอนคว่ำหน้าอยู่บนใบตองกล้วยตลอดหนึ่งปีเต็ม สวมใส่เสื้อผ้าไม่ได้ ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ต้องทายาสมุนไพรตามมีตามเกิดและฝึกเดินใหม่จากราวไม้ไผ่ที่พ่อทำไว้ให้
บาดแผลทางกายใช้เวลาหนึ่งปีกว่าจะตกสะเก็ดและเริ่มตระหนักรู้ แต่บาดแผลทางใจในครอบครัวกลับยังคงทับถม เมื่อเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พ่อตัดสินใจพาลูกเมียย้ายกลับสู่มาตุภูมิเดิมที่ภาคอีสาน ปักหลักที่บ้านเลิศอรุณ ตำบลทัพทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จากชื่อเล่นเดิมที่ญาติฝ่ายแม่ตั้งให้ว่า “หมา” พ่อสั่งให้เปลี่ยนเป็นชื่อ “หนุ่ม” เพราะกลัวลูกจะอายเพื่อนเมื่อเติบโตขึ้น
ทว่า ความยากจนที่สุรินทร์กลับทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเก่า ซ้ำร้ายก่อนที่จะเรียนจบชั้นประถม พี่สาวคนโตของบ้านต้องมาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ซึ่งชาวบ้านในยุคนั้นพากันโจษขานและเชื่อว่าถูก “ผีปอบ” คร่าชีวิต หนุ่มในวัยเยาว์จึงต้องกลายมาเป็นพี่คนโตที่ต้องแบกรับภาระดูแลน้องสาวอีกสองคน ในวันที่พ่อแม่ต้องหาบสาแหรกออกเดินทางข้ามหมู่บ้านเพื่อนำปลาทูหรือสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเร่ขายและแลกเศษข้าวสารมาประทังชีวิต
ภาพของเด็กชายหนุ่มในเวลานั้น คือเด็กที่ต้องทำงานบ้านทุกอย่างหลังเลิกเรียน กวาดบ้าน ถูเรือน ซักผ้า ขัดหม้อกระทะกระดำกระด่าง และออกไปเก็บเด็ดยอดผักป่าตามริมรั้วมาต้ม ตำน้ำพริกรอพ่อแม่กลับบ้านในยามดึกสงัด บางวันอาหารกลางจานมีเพียงไข่ต้มหนึ่งฟอง ที่สามพี่น้องต้องนำมาผ่าแบ่งปันกันกินเพื่อให้อิ่มท้อง ด้วยความที่เป็นเด็กเงียบขรึม ขี้อาย ไม่สู้คน ผิวพรรณขาวใสตามอย่างคนเมืองจันท์ และชอบทำงานบ้านงานเรือนกระตุ้งกระติ้งระเบียบจัด ชาวบ้านและเด็กในหมู่บ้านจึงพากันตะโกนล้อเลียนและตราหน้าเขาด้วยถ้อยคำถากถางว่า “อีกะเทย”
คำพูดเหล่านั้น บวกรวมกับคำบ่นของแม่ที่มักว่ากล่าวว่า “มึงอ่อนแอเกินไป ขี้แงและขี้ขลาด ไม่สู้งาน อย่างนี้จะไปทำมาหากินอะไรได้” กลายเป็นตะปูที่ตอกตรึงอยู่ในใจของเด็กชายว่า เขาต้องพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่าเขาไม่ใช่คนอ่อนแออย่างที่ใคร ๆ ตราหน้า
2. อุดมการณ์และการต่อสู้ (The Ideology & Conflict)
เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หนุ่มตัดสินใจปฏิเสธที่จะเรียนต่อ แม้ใจจะโหยหาการศึกษาเพียงใด แต่ความสงสารพ่อแม่ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำให้เขาเลือกลาออกมาเผชิญโลกกว้างเพื่อเปิดทางให้น้องสาวทั้งสองคนได้เรียนหนังสือ เขาเริ่มต้นชีวิตผู้ใช้แรงงานตั้งแต่วัยเยาว์ รับจ้างลอกปอ ตัดปอ หาปลา ก่อนจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิชีวิตในฐานะกรรมกรเต็มตัวในโรงงานปลาทู ทำไร่มันสำปะหลังที่ฉะเชิงเทราจนโดนโกงค่าแรงและโดนไล่ล่าเอาชีวิต เข้าสู่โรงงานนรกในกรุงเทพฯ ทำงานโรงกลึง ลงเรือประมงจนถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อใช้หนี้แทนเพื่อน และทำงานในโรงแรมหรูที่พัทยา
ทุกย่างก้าวในโลกแห่งความจริง หนุ่มไม่ได้พบเจอทุ่งดอกไม้ตามที่ฝัน หากแต่เผชิญหน้ากับการเอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแกอย่างอยุติธรรม ทั้งจากระบบนายทุนและจากเจ้าหน้าที่รัฐ เขาเห็นข้าราชการใช้อำนาจไล่จับเหล้าสาโทของชาวบ้านที่หมักไว้เพื่อลงแขกเกี่ยวข้าว เห็นพ่อค้าโรงสีโกงตาชั่งเอาเปรียบชาวนาจนหลังหัก เห็นเจ้าของไร่ไล่ฆ่าเขากับพ่ออย่างไร้มนุษยธรรม และเคยถูกกักขังในห้องมืดทึบแฉะชื้นของโรงงานอาหารกระป๋อง มีเพียงยุงกัดประทังคืน กับอาหารเพียงมื้อเดียวต่อวัน จนต้องหนีตายแอบหมอบมาบนหลังคารถไฟจากหัวลำโพงกลับคืนสู่สุรินทร์
“ทำไมคนจนต้องโดนรังแก ทำไมสังคมมันถึงอยุติธรรมขนาดนี้” คำถามเหล่านี้สะสมจนกลายเป็นความโกรธแค้นและชิงชังอย่างลึกซึ้ง ในหัวสมองของเด็กหนุ่มวัยรุ่นมีเพียงความคิดเดียวคือ ‘อาวุธเท่านั้นที่จะสางแค้นนี้ได้’ เขาต้องการเรียนรู้วิธีการใช้อาวุธปืนทุกชนิดเพื่อกลับมาฆ่าพวกนายทุนและคนขี้ฉ้อที่เคยรังแกครอบครัวของเขาให้หมดสิ้น
ในพัน พ.ศ. 2528 โอกาสก็มาถึง นายไชยา วรรณศรี ในวัยย่าง 18 ปี ตัดสินใจเดินเข้าสู่กรมทหารพรานที่ 24 อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ จากผู้สมัครนับพันคน เขาสอบผ่านและติดอันดับที่ 4 ในจำนวนผู้รับเพียง 89 คน ถูกส่งไปฝึกหลักสูตรรบพิเศษรุ่นทดแทนที่อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
จากเด็กหนุ่มรูปร่างกระตุ้งกระติ้ง ขี้อาย เขากลับมาบ้านพร้อมกล้ามเนื้อที่แน่นหนา ผมเกรียนติดหนังศีรษะ ผิวคล้ำแดด ในชุดเครื่องแบบสีดำ รองเท้าคอมแบทหนา คาดเข็มขัดสนามที่มีมีดโบวี่เหน็บอยู่ข้างเอว หมวกเบเร่ต์ประดับตรากรมทหารพรานเด่นสง่า เขารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ลบคำสบประมาทของแม่ และในใบมอบฉันทะออกภาคสนามที่เขียนไว้ หากเขาต้องเสียชีวิตลงในสนามรบ เงินค่าทดแทนทั้งหมดจะตกเป็นของแม่และน้องสาวเท่านั้น
ทว่า เมื่อก้าวเข้าสู่กองร้อยที่ 2404 สิ่งที่ไชยาพบกลับไม่ใช่แค่ศัตรูที่ชายแดน แต่คือโครงสร้างความอยุติธรรมภายในกองทัพเอง ภาพของกำลังพลทหารพรานชั้นผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชาเอารัดเอาเปรียบ หักค่าอาหารอย่างไม่เป็นธรรม สินค้าในสวัสดิการกองร้อยถูกบวกราคาแพงระยับเพื่อนำกำไรเข้ากระเป๋าผู้นำ แม้กระทั่งวันลา วันพักที่ควรจะได้ตามสิทธิ์ก็ถูกโกง
สัญชาตญาณความขบถและอุดมการณ์แห่งความชอบธรรมที่สั่งสมมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้เขาปล่อยผ่านสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ ไชยาลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงแทนเพื่อนทหารที่ไม่มีหนทางต่อรอง เขาประกาศตัวชัดเจน ปราศรัยโจมตีความไม่โปร่งใสจนเสียงก้องไปทั่วชายแดน ขัดผลประโยชน์อันมิชอบของผู้บังคับกองร้อยอย่างรุนแรง จนกระทั่งถูกเรียกตัวไปด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายจากเจ้านายว่า “ไอ้ปากหมา…”

แต่เขากลับยิ้มรับฉายานั้นด้วยความเต็มใจ ใช่… เขาคือ “ไอ้ปากหมาแห่งกองร้อย 2404” ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ไอ้ปากหมาคนนี้กลับเป็นกำลังพลที่ผู้บังคับบัญชาขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะสั่งให้ทำงานวิจัยให้หน่วย ทำงานข่าว ถ่ายภาพ เขียนโครงการ หรือทำงานเชิงรุกในพื้นที่อันตราย เขาไม่เคยทำให้หน่วยผิดหวัง ตลอดระยะเวลา 7 ปีในการรับราชการทหารพราน ไชยาได้รับบำเหน็จความชอบสองขั้นถึงสามปีซ้อน และได้รับการยกย่องเป็นทหารดีเด่นเพียงคนเดียวของกองร้อย
จุดหักเหครั้งสำคัญเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เกิดเหตุการณ์นองเลือด “พฤษภาทมิฬ” เสียงปืนดังก้องในเมืองหลวง กองร้อยของเขาถูกสั่งให้เตรียมพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มพิกัดเพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ จุดประสงค์คือการเข้าไปสู้รบและปราบปรามประชาชนและทหารอีกฝ่าย ไชยานั่งมองภาพข่าวประชาชนล้มตายบนถนนราชดำเนินด้วยความสะเทือนใจ น้ำตาไหลอาบแก้มอยู่สองสามวัน เขาเกิดคำถามใหญ่ในใจว่า ทหารมีไว้เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง
เมื่อคำสั่งถูกยกเลิกในที่สุดเนื่องจากตระหนักว่าหากทหารพรานเข้าเมืองหลวงจะเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ไชยาตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง เขาเลือกที่จะสลัดเครื่องแบบทหารพรานสีดำที่เขาภาคภูมิใจและรักมันมาตลอดชีวิตทิ้งลงกับพื้น คืนอาวุธปืนแก่หน่วย เดินหันหลังออกจากกองร้อยพร้อมน้ำตา เขาประกาศลั่นต่อหน้าแม่ว่าจะเข้าเมืองหลวงไปร่วมเคียงข้างนักศึกษาและแกนนำประชาชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยวิธีของตนเอง
“ถ้าไม่ดัง จะไม่กลับมาเหยียบสุรินทร์อีก” เขาประกาศวาจาสิทธิ์ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน ทิ้งเงินเดือนประจำและหน้าที่การงานมั่นคงมุ่งสู่เมืองกรุงด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียว
3. งานเขียนและรางวัลเกียรติยศ (The Legacy)
การเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ของอดีตทหารพรานสายขบถไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ เขาพบกับความผิดหวังในตัวแกนนำภาคประชาชนและกระบวนการนักศึกษาที่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่วาดฝัน ชีวิตตกลงสู่จุดอดมื้อกินมื้อ ต้องต่อสู้กับความหิวโหยในห้องเช่าแคบ ๆ ทว่า สิ่งหนึ่งที่ผุดวาบขึ้นมาในมโนสำนึกของเขาระหว่างที่อยู่กองร้อยและกลายมาเป็นอาวุธชิ้นใหม่แทนปลายกระบอกปืนก็คือ “ปากกา”
ไชยา วรรณศรี เริ่มต้นเรียนรู้งานเขียนด้วยวิธี “ครูพักลักจำ” เขาไม่เคยผ่านการเข้าค่ายวรรณกรรม ไม่เคยมีอาจารย์ชื่อดังคนไหนคอยพร่ำสอน หรือนั่งฟังนักเขียนระดับศิลปินแห่งชาติบรรยาย สิ่งเดียวที่เขาทำคือการอ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่ง อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า และเมื่ออ่านมาก ความคิดความคับแค้นในอดีตที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบก็พรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร หนังสือได้ขัดเกลาจิตใจที่เคยอาฆาตมาดร้ายและต้องการล้างแค้นด้วยความรุนแรง ให้กลายเป็นความอ่อนโยน มีเหตุผล และเข้าใจโลก เขาเปลี่ยนจากความตั้งใจที่จะใช้กระสุนเจาะกะโหลกนักการเมืองขี้ฉ้อและนายทุนหน้าเลือด มาเป็นการใช้ปลายปากกาทำหน้าที่แสดงคำร้องและตีแผ่ความจริงให้สังคมได้รับรู้แทน








เขาเริ่มต้นจากการเป็นคนข่าวตัวเล็ก ๆ ในหนังสือรายปักษ์ชื่อ ไทนคร เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อดูตลาดหนังสือและเขียนรายงาน ก่อนจะขยับขึ้นไปนั่งตำแหน่งบรรณาธิการแนวอาชญากรรม คอยทำข่าวคดีและส่งเรื่องสั้น บทกวี ไปตีพิมพ์ตามนิตยสารต่าง ๆ เมื่อตัดสินใจลาออกมาเป็นนักเขียนอิสระเต็มตัว ชื่อของ “ไชยา วรรณศรี” ก็เริ่มฉายแสง งานเขียนของเขาปรากฏหราอยู่บนหน้านิตยสารระดับนำของประเทศแทบทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น มติชนสุดสัปดาห์, เนชั่นสุดสัปดาห์, สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, แนวหน้ารายสัปดาห์, สกุลไทย, ขวัญเรือน และอื่น ๆ อีกมากมาย
ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนและผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างหนัก ทำให้เขาได้รับฉายาจากนักวิจารณ์วรรณกรรมว่าเป็น “นักเขียนสุรินทร์ผู้เขียนเรื่องสั้นได้เร็วที่สุดในประเทศไทย” มีคำเล่าลือว่า เขาสามารถนั่งเขียนเรื่องสั้นบนรถเมล์ตั้งแต่ป้ายสนามหลวงไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเสร็จสิ้นจบเรื่องได้อย่างคมคาย
ในการทำงาน ไชยาใช้นามปากกาที่หลากหลายเพื่อตอบรับกับแนวงานที่ต่างกัน:
ไชยา วรรณศรี : สำหรับงานเขียนประเภทเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย และงานรายงานเชิงลึกจากพื้นที่
แสมดำ พระราม 2 : สำหรับคอลัมน์วิเคราะห์การเมืองประจำในเนชั่นสุดสัปดาห์ (สะท้อนจากช่วงที่เขาเช่าห้องพักอยู่แถวบางขุนเทียน แสมดำ)
อัมพร อมรวิวัฒนกุล : สำหรับบทความเชิงวิชาการที่ต้องการความสุขุมคัมภีรภาพ
จากการลองผิดลองถูกและทุ่มเทด้วยหยาดเหงื่อแรงงานจนชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ ความสำเร็จเหล่านั้นสะท้อนออกมาเป็นรางวัลเกียรติยศมากมายในชีวิตที่เขาภาคภูมิใจ ประกอบด้วย:
| รางวัล / เกียรติยศ | สถาบันผู้มอบ / รายละเอียด |
| นักกลอนตัวอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย |
| รางวัลศิลปินพื้นบ้านอีสาน (นาคราชทองคำ) | สถาบันศิลปวัฒนธรรมภาคอีสาน |
| ผลงานเข้ารอบ 7 เล่มสุดท้าย รางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write Award) ปี 2552 | จากผลงานรวมเรื่องสั้นที่สะท้อนภาพสังคมอย่างทรงพลัง |
| รางวัลชมเชย พานแว่นฟ้า (2 ครั้ง) | รัฐสภาไทย (งานเขียนส่งเสริมประชาธิปไตย) |
| รางวัลชมเชย นายอินทร์อวอร์ด (2 ครั้ง) | สำนักพิมพ์อมรินทร์ |
| ผลงานเข้ารอบสุดท้าย รางวัลมติชนอะวอร์ด (2 ครั้ง) | เครือมติชน |
| รางวัลช้างทองคำ | รางวัลเกียรติยศเชิดชูเกียรติคนดีศรีอีสาน |
| ปราชญ์ภูมิปัญญาจังหวัดสุรินทร์ | จังหวัดสุรินทร์ ยกย่องเชิดชูเกียรติ |
| รางวัลศิลปินมรดกอีสาน | มหาวิทยาลัยขอนแก่น |
| รางวัลราชมงคลสรรเสริญกิตติมศักดิ์ | มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล |
| รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น | กระทรวงวัฒนธรรม |
รางวัลเหล่านี้สำหรับไชยาแล้ว มันไม่ใช่สิ่งของเอาไว้โอ้อวดเพื่อความภาคภูมิใจในอัตตาตนเอง หากแต่เป็น “ข้อการันตี” ว่าเด็กชายที่เคยถูกล้อเลียนว่าเป็นอีกะเทยและคนอ่อนแอในวันนั้น ได้ใช้ทั้งชีวิตทุ่มเทและก้าวมาถูกเส้นทางในการทำประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนสังคมผ่านตัวอักษรอย่างแท้จริง
4. งานอุทิศตนเพื่อสังคม (Social Contribution)
“ในเมื่อผมเกิดมาจากการไม่มีอะไรเลย สังคมจึงเป็นสิ่งที่ผมต้องตอบแทน”
จิตวิญญาณแห่งการเป็นนักกิจกรรมทางสังคมของไชยาฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นกระทง เขาเคยได้รับเลือกเป็นประธานเยาวชนของหมู่บ้าน นำพาเด็กหนุ่มสาวไปพัฒนาวัด พัฒนาโรงเรียน ช่วยงานบุญประเพณี และจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาเพื่อดึงดั้งให้เยาวชนห่างไกลจากอบายมุขและยาเสพติด แม้ในยามที่เป็นทหารพรานชายแดน เขาก็ยังจัดตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อระดมทุนกลับมาบูรณะวัดและโรงเรียนในถิ่นทุรันดารอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเขาเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ และเริ่มมีชื่อเสียงเงินทองพอสมควรจากค่าเรื่องและคอลัมน์ประจำ สัญญาใจที่เคยให้ไว้กับแผ่นดินเกิดก็ทำงานทันที ในปี พ.ศ. 2538 หลังจากตั้งปณิธานว่าจะไม่กลับบ้านหากไม่โด่งดัง ไชยาเดินทางกลับคืนสู่จังหวัดสุรินทร์อย่างผู้ชนะ ทว่าเขาไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่พานักเขียน นักร้อง และเพื่อนพ้องในแวดวงวรรณกรรมนั่งรถบัสคันใหญ่ พร้อมรถกระบะที่บรรจุหนังสือดี ๆ มาเต็มคันรถ จัดเป็น “กองผ้าป่าหนังสือ” ครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุรินทร์
ในงานครั้งนั้น มีนักเขียนชาวอีสานเดินทางมาร่วมงานนับยี่สิบกว่าชีวิต รวมถึง “ประเสริฐ จันดำ” นักเขียนและกวีคนสำคัญที่เสียชีวิตในปีนั้นด้วย สามารถระดมเงินทุนเพื่อการศึกษาได้สูงถึงสองแสนกว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลมากในยุคสมัยนั้น และในปี พ.ศ. 2539 เขาก็จัดผ้าป่าหนังสือเช่นนี้อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชนส่วนกลางแทบทุกฉบับเพื่อนำหนังสือไปมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลน
หลังจากนั้น ไชยาตัดสินใจหอบลูกจูงมือภรรยาชาวกาฬสินธุ์ย้ายกลับมาปักหลักอยู่ที่สุรินทร์เป็นการถาวร เขาจมจ่อมอยู่กับการทำกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมร่วมกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และแวดวงวรรณกรรมท้องถิ่น ตระเวนเดินทางไปตามโรงเรียนและสถานศึกษาต่าง ๆ แทบทุกสัปดาห์ จัดตารางเชิญชวนนักเขียนชื่อดังลงพื้นที่ไปบรรยาย สร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการอ่านการเขียนให้เด็กนักเรียนในชนบท และทำหน้าที่ส่งมอบหนังสือเข้าสู่ห้องสมุดโรงเรียนต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันหลายหมื่นเล่ม
สิ่งที่ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดในการอุทิศตนเพื่อสังคมวรรณกรรมของเขาก็คือ การก่อตั้ง “สโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์” ในปี พ.ศ. 2542 (ซึ่งต่อมาขยับขยายเป็น สมาคมสโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์) และได้ควักเงินรายได้ส่วนตัวจากน้ำพักน้ำแรงและการทำธุรกิจร้านอาหาร จัดตั้ง “รางวัลเปลื้อง วรรณศรี” เพื่อรำลึกถึงนักเขียนและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญ
รางวัลนี้จัดติดต่อกันยาวนานถึง 6 ปีซ้อน (ขอมอบรางวัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปี พ.ศ. 2562 ก่อนวิกฤตโควิด) ไชยาใช้เงินส่วนตัวไปร่วมสามล้านบาทในการดำเนินงานและเป็นเงินรางวัล เพื่อเปิดพื้นที่ จุดประกาย และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนได้มีเวทีแสดงออกอย่างสง่างาม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น
5. จุดตกต่ำ คลื่นมรสุมชีวิต และปลายเปิด (The Crisis & Ending)
สัจธรรมแห่งชีวิตไม่มีสิ่งใดแน่นอน ยุครุ่งโรจน์ผ่านพ้นไป คลื่นมรสุมลูกใหญ่ที่สุดก็ซัดสาดเข้าใส่ชายผู้ทระนงคนนี้อย่างรุนแรง
เพื่อให้มีสถานที่ต้อนรับเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงวรรณกรรมและศิลปินที่เดินทางมาเยือนสุรินทร์ไม่ขาดสาย ไชยาและภรรยาจึงได้เริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหาร ขยับขยายย้ายทำเลตั้งแต่ร้าน สโมสรนักเขียนภาคอีสาน ที่หลังราชภัฏสุรินทร์ นำชื่อปกหนังสือมาตั้งเป็นชื่อเมนู เช่น ลาบม้าก้านกล้วย, ส้มตำประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ย้ายไปร้าน ไก่อบฟาง ที่สลักได, ร้าน บ้านนักเขียน ในตัวเมือง จนกระทั่งมาถึงที่มั่นสุดท้ายคือร้าน “ครัวนักเขียน” บริเวณแยกหนองเต่า อำเภอเมืองสุรินทร์ ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีคาราโอเกะและเวทีการแสดง ซึ่งเปิดดำเนินการมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี

ทว่า ในปี พ.ศ. 2562 การมาเยือนของไวรัสโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องยาวนานปิดฉากความรุ่งเรืองทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจร้านอาหารครัวนักเขียนที่เคยสร้างรายได้หลักหมื่นต่อวันต้องจอดสนิท ไร้เงาผู้คนและเงียบเหงาร้างไร้ ไชยาตกอยู่ในภาวะล้มละลายอย่างสิ้นเชิง เขาต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาลรวมแล้วเกือบ 10 ล้านบาท จากการกู้หนี้ยืมสินทั้งในระบบ นอกระบบ เงินกู้รายวัน และไฟแนนซ์เพื่อนำมาประพฤกประคองร้านและลมหายใจของครอบครัว
“มันหนักอึ้งยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในชีวิต ต้องจ่ายดอกเบี้ยรายวัน วันละ 4,000 บาท เดือนหนึ่งตกแสนกว่าบาท ไม่รวมเงินต้นและรายจ่ายอื่น ๆ มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน ไม่มีทางออก จนถึงขั้นบอกลูกเมียว่า… อยากตาย คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อเอาชีวิตตัวเองปลดหนี้ทั้งหมดให้จบ ๆ ไป” นัยน์ตาของแฝงความเศร้าสร้อยสะเทือนใจเมื่อหวนคิดถึงค่ำคืนอันมืดมิดนั้น
แต่ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ต่อ ค่อย ๆ เดินสายเจรจาประนอมหนี้ ผ่อนปรนกับเจ้าหนี้ สิ่งของมีค่าในชีวิตถูกนำออกมาทยอยขายเพื่อประทังชีพ รถยนต์โดนยึด และสิ่งที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของคนเป็นนักเขียนมากที่สุดคือ “หนังสือ” หนังสือรักที่เขาเพียรสะสม คัดสรร และเก็บรักษามาตลอดทั้งชีวิต ถูกนำมาโพสต์ลงโซเชียลมีเดียขายกินจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เล่มเดียว ในบางวันครอบครัวไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวสารกรอกหม้อ ต้องเอ่ยปากขอเซ็นน้ำแข็ง ขอเชื่อน้ำดื่มจากร้านค้าข้างบ้าน นั่นคือจุดที่ต่ำที่สุดในชีวิตของชายผู้เคยได้รับรางวัลระดับประเทศ










ในวัย 60 ปีบริบูรณ์ วันนี้ร้านครัวนักเขียนอาจจะเงียบเหงาและผุพังไปตามกาลเวลา ทว่าสิ่งหนึ่งที่มรสุมหนี้สินนับสิบล้านไม่สามารถทำลายลงได้ คือ “ไฟฟืนในหัวใจ” ของไชยา วรรณศรี ที่ยังคงพร้อมจะลุกโชนให้แสงสว่างต่อไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
เขานั่งมองท้องฟ้ายามโพล้เพล้ของเมืองสุรินทร์ด้วยแววตามุ่งมั่นอันเป็นเอกลักษณ์ ยอมรับว่าเส้นทางชีวิตที่หักเหและเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ล้วนมีรากฐานมาจากความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาทางการเมืองที่ต้องการเห็นสังคมดีขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เขาเห็นในท้ายที่สุดจะเป็นเพียงภาพมายาในแวดวงนักปฏิวัติก็ตาม
“หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียดายหรือเสียใจ ผมจะยังคงเลือกทางเดินเดิม เป็นคนเดิม ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมแบบเดิม ๆ เพราะชีวิตของผมมีความสุขกับการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับเสมอ”
ความคาดหวังเพียงสิ่งเดียวในบั้นปลายชีวิตของอดีต “ไอ้ปากหมาแห่งกองร้อย 2404” คือการพาครอบครัวก้าวผ่านพ้นวิกฤตหนี้สินครั้งนี้ไปให้ได้ และหากวันใดที่ท้องฟ้ากลับมาสว่างไสวอีกครั้ง ปณิธานอันแน่วแน่ของเขาก็คือ การเดินทางกลับไปทำงานอุทิศตนเพื่อสังคม ขับเคลื่อนงานวรรณกรรม ส่งเสริมการอ่านการเขียนให้เด็ก ๆ ในชนบท ต่อยอดรางวัลเปลื้อง วรรณศรี และเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนรุ่นหลังได้เติบโตโดยไม่มีการชิงดีชิงเด่นหรือกีดกัน
ชีวิตของ ไชยา วรรณศรี จึงเปรียบเสมือนนวนิยายเล่มใหญ่ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยหยาดเลือด น้ำตา และเปลวไฟ มันเป็นบทบันทึกของมนุษย์ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อความอยุติธรรม และเป็นนวนิยายชีวิตที่… ไม่มีวันจบ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
Share this content:


