ชายแดน ควันไฟ และหัวใจนกพิราบ : แกะรอยชีวิต ‘วรกิตติ์ เครือศรี’ คนข่าวภูธร

ชายแดน ควันไฟ และหัวใจนกพิราบ : แกะรอยชีวิต ‘วรกิตติ์ เครือศรี’ คนข่าวภูธร

เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังกังวานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มบรรเลงเพลงย่ำค่ำ

กลิ่นสาบโคลนจากคอกควายลอยอวลมาตามสายลม ผสมปนเปกับควันไฟจากเตาถ่านที่เพิ่งติดไฟได้ที่ กระท่อมหลังเล็กมุงสังกะสีอย่างลวกๆ ริมสระน้ำท้ายหมู่บ้าน แถวนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์ ไม่เคยเงียบเหงา ที่นี่ไม่ใช่เพียงเพิงพักพิงหลบแดดฝน แต่มันคือสโมสรไร้ป้ายชื่อ เป็นห้องประชุมกึ่งสภากาแฟ เป็นกองบรรณาธิการเฉพาะกิจ และเป็นสวรรค์ของเหล่านักล่าข่าวทุบแป้นพิมพ์ส่งข่าว และสังสรรค์ในยามว่าง ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมร่วมใจ—หิ้วเครื่องดื่มส่วนตัวติดมือมาคนละขวด และเผื่อแผ่คนข้าง ๆ อีกคนละขวดเสมอ

หลังม่านควันไฟ ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ท่าทางทะมัดทะแมง กำลังง่วนอยู่กับการรังสรรค์วัตถุดิบตรงหน้า เขาละทิ้งสมุดจด ปากกา และกล้องถ่ายภาพไว้ชั่วคราว เพื่อสวมบทพ่อครัวใหญ่ประจำวงสนทนา มือที่เคยพิมพ์ข่าวส่งเข้ากรุงเทพฯ อย่างเร่งร้อน บัดนี้กำลังสับไก่พื้นบ้าน กรีดปลา และตระเตรียมเครื่องต้มยำอย่างคล่องแคล่ว

ใครจะเชื่อว่า ชายเปื้อนควันไฟผู้กำลังยิ้มกว้างและส่งเสียงหัวเราะต้อนรับมิตรสหายคนนี้ คือเหยี่ยวข่าวระดับตำนานแห่งชายแดนอีสานใต้ ผู้ผ่านสมรภูมิข่าวมาอย่างโชกโชนยาวนานกว่าสามทศวรรษ ชายผู้ขนานนามตัวเองอย่างถ่อมตัวทว่าหยิ่งทะนงในทีว่า “ไอ้หนุ่มนักข่าวภูธร” วรกิตติ์ เครือศรี

รสชาติแห่งป่าดง และรอยยิ้มที่หลอมละลายพรมแดน

การทำอาหารไม่ใช่ทักษะที่วรกิตติ์เพิ่งมาหยิบจับเอาเมื่อตอนเป็นผู้ใหญ่ แต่มันคือสัญชาตญาณที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่วัยเยาว์

เด็กชายวรกิตติ์เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แนบชิดกับธรรมชาติของเทือกเขาพนมดงรัก พื้นที่ตะเข็บชายแดนไม่ได้มีห้างสรรพสินค้าให้เดินเล่น สนามเด็กเล่นของเขาคือผืนป่า ท้องนา และสายน้ำ เขาเล่าว่าความสุขในวัยเด็กคือการได้ออกไปยิงนก ตกปลา ขุดปู หาของป่ากับเพื่อนฝูง เมื่อได้วัตถุดิบมา สิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุดไม่ใช่การแบ่งกลับบ้าน แต่เป็นการก่อกองไฟริมห้วย ตั้งหม้อสนาม และปรุงอาหารกินกันตรงนั้น

รสชาติของปลาเผาไฟ กลิ่นหอมของสมุนไพรป่าที่ต้มเดือดปุดๆ ในหม้อ กลายเป็นรอยประทับในความทรงจำ มันสอนให้เขารู้จักคำว่า ‘การแบ่งปัน’ และ ‘มิตรภาพ’ ที่ก่อตัวขึ้นรอบกองไฟ ทักษะการปรุงอาหารจากป่าติดตัวเขามาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าวงสนทนาจะตั้งขึ้นที่ไหน ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือบ้านเพื่อน วรกิตติ์จะต้องรับหน้าที่หน้าเตาเสมอ เขาทำมันด้วยความรัก ซื่อสัตย์ต่อวัตถุดิบ ไม่ต่างจากการซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน เขาบอกเสมอว่า การได้เห็นพี่น้องผองเพื่อนกินอาหารที่เขาทำแกล้มกับสุราและเสียงหัวเราะ คือความสุขที่หล่อเลี้ยงหัวใจอย่างเรียบง่ายที่สุด

นอกจากฝีมือปลายจอกตะหลิว สิ่งที่เป็นเสมือนอาวุธลับของวรกิตติ์คือ ‘รอยยิ้มและอารมณ์ขัน’

ในโลกของข่าวภาคสนามที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด การแก่งแย่งชิงข่าว และความแข็งกร้าวของแหล่งข่าว วรกิตติ์กลับเลือกใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นใบเบิกทาง เขาเป็นคนสดใส ยิ้มง่าย มีอารมณ์ดีเป็นนิจลักษณะ บุคลิกที่ดูเข้าถึงง่าย ติดดิน ไม่ถือตัว ทำให้เขาสามารถทลายกำแพงของแหล่งข่าวได้อย่างหมดจด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ทหารพรานระดับปฏิบัติการ ไปจนถึงข้าราชการระดับสูง ทุกคนต่างให้ความไว้วางใจและรักใคร่ในตัวเขา

เพราะเขาไม่ได้ลงพื้นที่ไปเพื่อ ‘รีดเค้น’ ข้อมูล แต่เขาลงไปเพื่อ ‘พูดคุย’ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง รอยยิ้มที่จริงใจและเสียงหัวเราะที่ไร้จริตมารยา ทำให้บ่อยครั้ง แหล่งข่าวระดับสูงยอมปริปากเล่าเรื่องราวเชิงลึกให้กับเขา ท่ามกลางวงกับข้าวพื้นบ้านที่เขาเป็นคนลงมือปรุงเอง ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวกับแหล่งข่าวจึงไม่ได้เป็นแค่ผลประโยชน์ทางวิชาชีพ แต่เป็นความผูกพันฉันพี่น้อง

“ความเป็นมิตรมันเปิดประตูได้กว้างกว่าการตั้งคำถามแข็งๆ” เขาไม่เคยพูดประโยคนี้ออกมาตรงๆ แต่ทุกการกระทำของเขาตลอดเส้นทางนักข่าวภูธร ตะโกนบอกเราเช่นนั้น

ความฝันสีเขียวมะกอก ที่ถูกสับเปลี่ยนด้วยกระดาษและเลนส์กล้อง

ชีวิตมนุษย์ไม่เคยเคลื่อนไปเป็นเส้นตรง มันมักจะมีทางแยกและหุบเหวให้เราต้องตัดสินใจเสมอ

บ้านใหม่พัฒนา อำเภอพนมดงรัก คือสถานที่เพาะบ่มตัวตนของวรกิตติ์ พื้นที่แห่งนี้ในอดีตคือสมรภูมิรบย่อยๆ ที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนปะทุขึ้นเป็นระลอก เด็กชายตัวขาวป้อมไม่ได้วิ่งหนีเสียงปืนด้วยความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับซึมซับภาพของความเด็ดเดี่ยว ภาพของทหารหาญในเครื่องแบบสีเขียวมะกอกที่แบกปืนปกป้องแผ่นดิน

แม้ว่าผู้เป็นพ่อจะมีอาชีพเป็น ‘ครู’ ผู้จับชอล์กเขียนกระดานดำ แต่วรกิตติ์ไม่เคยมีความคิดอยากเป็นครูเลยแม้แต่น้อย ความฝันเดียวที่คุกรุ่นอยู่ในอกและทำให้เลือดในกายสูบฉีดซ่านซ่า คือการได้เป็นชายในเครื่องแบบ เขาอยากเป็นทหาร อยากเป็นนักรบ

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก หลังจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนโคกกลางวิทยา (พนมดงรักวิทยา ในปัจจุบัน) และต่อระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วรกิตติ์พลาดหวังจากการจับใบดำใบแดง ชีวิตที่ดูเหมือนจะเสียศูนย์พาเขาหอบกระเป๋าเข้าสู่เมืองหลวง

กรุงเทพมหานครต้อนรับเขาด้วยความแปลกหน้าและวุ่นวาย ป่าคอนกรีตไม่ใช่ป่าพนมดงรักที่เขาคุ้นเคย เขาใช้ชีวิตตุปัดตุเป๋อยู่พักใหญ่ เคว้งคว้าง ไร้แก่นสาร เหมือนคนเดินหลงทางในเมืองที่มีรถมากที่สุด เขาค้นพบว่าเมืองหลวงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา

ปี พ.ศ. 2538 เขาตัดสินใจหันหลังให้ความศิวิไลซ์ มุ่งหน้ากลับสู่อีสานใต้ การเดินทางกลับบ้านครั้งนั้น ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือการกลับมาตั้งหลัก และเป็นจุดหักเหที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

เมื่อความฝันที่จะเป็น ‘ทหาร’ หลุดลอย เขาจึงเลือกสวมวิญญาณ ‘นักรบมือเปล่า’ แทน

การเริ่มต้นในฐานะผู้ช่วยนักข่าวให้กับ วิจิตร ชุณหกิจขจร หัวหน้าผู้สื่อข่าว ททบ.5 ประจำจังหวัดสุรินทร์ และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คือปฐมบทแห่งการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเขา

“เมื่อฝันแรกไม่ได้เป็นทหาร ฝันที่สองคือการเป็นนักข่าว… มันก็ย่อมไม่แตกต่างกันมากหรอก” วรกิตติ์อธิบายด้วยแววตาแน่วแน่ “เพราะแต่ละภารกิจ มันต้องคลุกคลี เสี่ยงภัยอันตราย ไม่ต่างจากนักรบ เราได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา หรือบางที… เราอาจจะลงลึกไปมากกว่าเสียด้วยซ้ำ”

ความเป็นผู้สื่อข่าวมันซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตน เขาทำงานให้กับหลายสำนักตลอดหลายสิบปี ทั้งช่อง 5, ช่อง 9 อสมท., ช่อง 3, ช่อง 7, ช่อง 11, ไอทีวี จนมาถึงยุคของเครือเนชั่นฯ และเดลินิวส์ในปัจจุบัน ไม่ว่าหัวโขนจะเปลี่ยนไปกี่ใบ แต่แก่นแท้ของเขายังคงเหมือนเดิม—นักข่าวหัวเห็ด ผู้กระหายความจริง

สมรภูมิไร้เหรียญตรา : นกพิราบกลางดงกระสุน

ช่วงเวลาที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาและบรรลุเป้าหมายของชีวิตมากที่สุด ไม่ใช่การสัมภาษณ์นักการเมืองในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่คือการพาตัวเองพุ่งเข้าหาความตายบนเส้นขนานพรมแดนไทย-กัมพูชา

ในยุคสมัยที่สงครามยังคุกรุ่น และผู้สื่อข่าวภาคสนามในต่างจังหวัดยังมีจำนวนไม่มาก วรกิตติ์พุ่งทะยานลงไปในพื้นที่ด้วยวิญญาณที่ไม่ยั่นต่อความตาย เขาลงพื้นที่อยู่ ‘หน้าแนว’ มิใช่ ‘แนวหน้า’ บางครั้งพลัดหลงเข้าไปในดินแดนข้าศึก ต้องหลบกระสุนปืนและสะเก็ดปืนใหญ่ไปพร้อมกับทหารพราน

ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดและเป็นเสมือนถ้วยรางวัลแห่งชีวิตคนข่าวของเขา เกิดขึ้นในยุคที่กัมพูชายังตกอยู่ใต้เงาของ ‘เขมรแดง’ ในห้วงเวลาที่ พอล พต อดีตผู้นำอันโหดเหี้ยมเสียชีวิต และมีการจัดพิธีเผาศพอย่างเรียบง่ายที่ช่องสะงำ ดินแดนพระวิหาร พื้นที่บริเวณนั้นยังเต็มไปด้วยดงระเบิดและภยันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ทุกย่างก้าว นักข่าวหลายคนขยาดและถอดใจ ทว่าวรกิตติ์คือหนึ่งในคนข่าวที่อาจหาญฝ่าดงระเบิดข้ามแดนเข้าไป เพื่อนำภาพแห่งประวัติศาสตร์กลับมารายงานให้ประชาชนได้รับรู้

“เราต้องฝ่าไปให้ถึง” เขาบอกสั้นๆ แต่กินความหมายลึกซึ้ง

เขาไม่มีบัตรทหารผ่านศึก ไม่เคยได้รับการประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชนบนหน้าอกเสื้อ ไม่มีใครตั้งแถวตะเบ๊ะเกียรติยศให้ แต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ของชายชาติทหาร เคียงบ่าเคียงไหล่ผู้กล้ากลางสมรภูมิอย่างสมศักดิ์ศรี ในฐานะ ‘นักข่าวสายทหาร’ ที่หน่วยงานความมั่นคงต่างให้การยอมรับ

ความดุดันในสนามข่าว ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับรอยยิ้มละมุนและการหยอกล้อในวงข้าว แต่นี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ ‘นักข่าวภูธร’ คนนี้ ครองใจคนทั้งชายแดน

พายุลูกใหม่ และบาดแผลที่ซ่อนใต้เสียงเพลง

โลกไม่เคยหยุดนิ่ง สามสิบกว่าปีในวงการสื่อมวลชน วรกิตติ์ยืนมองความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยด้วยสายตาที่เข้าใจและพยายามปรับตัว

จากอดีตที่นักข่าวมีน้อย การแข่งขันไม่บ้าคลั่ง แม้อุปกรณ์จะตามมีตามเกิด ต้องถ่ายภาพม้วนวิดีโอแล้วฝากส่งไปกับรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ ทว่า ‘คุณภาพ’ และ ‘ความลึก’ ของข่าวนั้นคับแก้ว ต่างจากปัจจุบันที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวก็สามารถถ่ายทอดสดได้ มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยเขียนข่าว บางคนไม่ต้องแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากบ้านก็สามารถรายงานข่าวได้

วงการสื่อถูกลดทอนอำนาจจากผู้บริโภค สนามข่าวหดหาย การแข่งขันมุ่งเน้นไปที่ความรวดเร็วและยอดคนดูจนบางครั้งละเลยอรรถรสและความแม่นยำ ประกอบกับพิษเศรษฐกิจที่บีบรัด ทำให้การยืนหยัดในฐานะนักข่าวภูมิภาคที่ต้องทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางแดด ลม และฝน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

แต่สำหรับวรกิตติ์ เขาไม่ได้เอาแต่พร่ำบ่นกล่าวโทษยุคสมัย เขาเลือกที่จะ “อยู่ให้เป็น”

“อุปสรรคพวกนี้ มันกั้นขวางความคิด หรือบั่นทอนหัวใจเราไม่ได้หรอก” เขายืนยันด้วยรอยยิ้ม เขายังคงตื่นเช้า ลงพื้นที่ รับผิดชอบต่อองค์กรสื่อที่เขาสังกัดอย่างแข็งขัน เป็นทั้งเจ้านาย ลูกน้อง และผู้ปฏิบัติการในคนเดียวกัน

ชีวิตการงานของเขาดูสมบูรณ์แบบ ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้รับการยอมรับจากสังคม ทว่าในซอกหลืบหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครหรอกที่ชีวิตจะสว่างไสวไปเสียทุกด้าน

เมื่อบทสนทนาเดินทางมาแตะถึงเรื่องราวของ ‘ความรัก’ และ ‘ครอบครัว’ แววตาที่เคยฉายแสงมุ่งมั่นและร่าเริง กลับปรากฏร่องรอยของความเจ็บปวดพาดผ่านวูบหนึ่ง มันเป็นเสี้ยววินาทีที่ความเปราะบางถูกเผยออกมา ก่อนที่เขาจะรีบปิดล็อกมันอย่างแน่นหนา และเอ่ยปากขออนุญาตที่จะไม่พูดถึงมัน

เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ปรับโหมดกลับมาเป็น ‘กิต’ คนเดิม ร่าเริง แจ่มใส คุยสนุกราวกับไม่เคยมีความทุกข์ใดๆ แผ้วพานชีวิต

บางที การเป็นผู้ตั้งคำถามและรับฟังความเจ็บปวดของคนอื่นมาทั้งชีวิต อาจสอนให้เขารู้วิธีซ่อนเสียงร้องไห้ของตัวเองไว้ใต้เสียงเพลงลูกทุ่งหมอลำที่เขาชอบร้องในยามว่าง ร้องปลดปล่อยอารมณ์คราวละสิบยี่สิบเพลงให้หนำใจ ให้ท่วงทำนองกลบกลืนความร้าวรานไว้ข้างใน

สัญญาณเรียกขาน ในรัตติกาลที่เงียบสงบ

ตะวันทิ้งตัวลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมกระท่อมริมสระท้ายหมู่บ้าน อย่างสมบูรณ์ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากหลอดไฟดวงเล็กและแสงสีส้มจากเตาถ่านที่เริ่มมอดลง

วงสนทนายังคงดำเนินไปอย่างออกรส พี่น้องผองเพื่อนดื่มด่ำกับบรรยากาศและรสชาติอาหารที่วรกิตติ์บรรจงรังสรรค์ ทั้งต้มไก่พื้นบ้านน้ำซุปซดคล่องคอ ปลานิลเผาเกลือเนื้อหวานที่ได้ความสดจากสระน้ำ และไก่ต้มน้ำปลาหอมกรุ่น

ชายผู้ผ่านสมรภูมิรบและสมรภูมิข่าวสาร นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ ทอดสายตามองเพื่อนพ้องที่กำลังสรวลเสเฮฮา เขาไม่ได้มีคติพจน์ประจำใจที่หรูหรา ไม่ชอบเล่าเรื่องตัวเองให้ใครฟัง เพราะหน้าที่ของเขาคือการเป็นผู้ฟังโลกใบนี้

“ถ้ามองย้อนกลับไป มันดีงามแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องกลับไปแก้ไข” เขากล่าวสรุปชีวิตตัวเองสั้นๆ “ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นนักข่าว มันเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยมาตั้งแต่วันเริ่มต้นแล้ว มันงามและสมบูรณ์ที่สุดแล้ว”

พลัน ท่ามกลางเสียงเพลงลูกทุ่งเบาๆ และเสียงพูดคุยของมวลมิตร โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็แผดเสียงร้องดังขึ้น แสงหน้าจอวาบสว่างขึ้นในความมืด

วรกิตติ์หยิบมันขึ้นมาดู แววตาที่เคยแข็งกร้าวยามลงพื้นที่ข่าว และแววตาที่เจ็บปวดเมื่อครู่ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาที่อ่อนโยนที่สุด รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก

“ลูกสาว…” เขาพึมพำแผ่วเบากับตัวเอง แทบจะกลืนหายไปในสายลม

ชายวัยกลางคนผู้เด็ดเดี่ยว ไม่เคยหวั่นเกรงต่อลูกปืนและอำนาจรัฐ ค่อยๆ ลุกขึ้นจากวงสนทนา เขาเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มเพื่อน ก้าวเดินฝ่าความมืดออกไปสู่ความเงียบสงบริมขอบสระน้ำ เพื่อรับสายสำคัญที่สุดในชีวิต

มันคือข่าวเดียวในโลก… ที่เขาเต็มใจและเฝ้ารอที่จะเป็น ‘ผู้ฟัง’ ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี.

ไชยาวรรณศรี : สัมภาษณ์
ดอกธูป : เรียบเรียง

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

Avatar photo

ศิลปินมรดกอีสาน 67 (สาขาวรรณกรรมร่วมสมัย) รางวัล ราชมงคลสรรเสริญกิตติมศักดิ์ ด้านศิลปะ สาขาวรรณศิลป์ เป็นนักเขียนที่มีร้านอาหารที่ค่อนข้างเงียบเหงาเป็นของตัวเอง ชื่อว่า "ครัวนักเขียน"

You May Have Missed