เจาะลึกผลเลือกตั้ง 2569: เมื่อ “พรรคประชาชน” คือผู้ชนะที่แท้จริงในระยะยาว (หากคู่แข่งยังสอบตกวิชาดิจิทัล)
โดย: ทีมวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเมืองดิจิทัล
ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ตัวเลขจำนวน ส.ส. เขตของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม หรือพรรคใหม่อย่าง “กล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย” จะดูเหมือนประสบความสำเร็จในการกวาดที่นั่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและชนบท แต่หากเราถอยออกมามองภาพรวมของ “คะแนนนิยม” (Popular Vote) และ “พฤติกรรมการเสพสื่อ” เราจะพบความจริงที่น่าตกใจและเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงสำหรับพรรคการเมืองแบบเก่า
ความจริงที่ว่าคือ “ความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต กับ ชัยชนะของพรรคประชาชน”
บทความนี้จะพาไปสำรวจข้อมูลเชิงลึกในแต่ละพื้นที่ เพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า ทำไมพรรคประชาชนถึงเป็น “ผู้ชนะในโลกยุคใหม่” และทำไมพรรคอื่นๆ ถึงกำลังนับถอยหลังสู่วิกฤตศรัทธา หากไม่ยอมปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิออนไลน์อย่างแท้จริง
ส่วนที่ 1: สมรภูมิ “ออฟไลน์” พื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตยังเจาะไม่ทะลุ (แต่ความคิดเริ่มเปลี่ยน)
จากการสำรวจข้อมูลในจังหวัดที่มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตต่ำที่สุดในประเทศไทย เราพบพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบ “บัตรสองใบ สองตรรกะ” ที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ระหว่าง “ระบบอุปถัมภ์” กับ “อุดมการณ์”
1. แม่ฮ่องสอน: ป้อมปราการแห่งขุนเขาและระบบหัวคะแนน
แม่ฮ่องสอนเป็นตัวแทนของพื้นที่ห่างไกล (Remote Area) ที่สัญญาณดิจิทัลอาจจะไม่ครอบคลุมทุกหุบเขา ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต สะท้อนให้เห็นว่า “ตัวบุคคล” และ “ทรัพยากร” ยังเป็นปัจจัยชี้ขาด
- เขต 1: พรรคกล้าธรรม (33,691 คะแนน) ชนะด้วยฐานเสียงเดิมที่ย้ายมาจากพลังประชารัฐ
- เขต 2: พรรคภูมิใจไทย (22,788 คะแนน) ชนะด้วยฐานเสียงเดิมของประชาธิปัตย์
บทวิเคราะห์: ในพื้นที่ที่การเข้าถึงข่าวสารออนไลน์ยากลำบาก ประชาชนมักพึ่งพาผู้นำชุมชนและนักการเมืองท้องถิ่นในการแก้ปัญหาปากท้อง ทำให้ ส.ส. เขต ยังคงเป็นหน้าเดิมหรือกลุ่มอำนาจเดิม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คะแนนบัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชน กลับมาเป็น อันดับ 1 ในระบบบัญชีรายชื่อ นี่คือปรากฏการณ์ที่ชี้ว่า แม้มือจะกาเลือกคนที่ดูแลปากท้อง (ระบบอุปถัมภ์) แต่ “ใจ” ของคนแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และคนในเขตเมือง เริ่มเทให้กับพรรคที่พวกเขามองเห็นอนาคตผ่านหน้าจอมือถือ

2. หนองบัวลำภู: รอยร้าวในกำแพงเหล็กของเพื่อไทย
จังหวัดในภาคอีสานที่เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง แต่ในครั้งนี้ปัจจัยการเข้าถึงสื่อเริ่มส่งผล
- ส.ส. เขต: เป็นการแบ่งเค้กกันระหว่าง “บ้านใหญ่” อย่างพรรคกล้าธรรม และเจ้าถิ่นเดิมอย่างพรรคเพื่อไทย
- บัญชีรายชื่อ: พรรคประชาชนผงาดขึ้นมาเป็น อันดับ 1
บทวิเคราะห์: หนองบัวลำภูสะท้อนภาพ “คนอีสานยุคใหม่” แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่สูงเท่ากรุงเทพฯ แต่การเข้าถึงสมาร์ทโฟนและแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ YouTube ทำให้ชุดความคิดแบบพรรคประชาชนแทรกซึมเข้าสู่ “หัวไร่ปลายนา” คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่แซงหน้าเพื่อไทย ชี้ให้เห็นว่า “แบรนด์เพื่อไทย” กำลังประสบปัญหาในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ตัวเอง
3. นราธิวาส: อัตลักษณ์นำการเมือง แต่กระแสใหม่เริ่มก่อตัว
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มีความซับซ้อนด้วยประเด็นศาสนาและวัฒนธรรม
- ส.ส. เขต: พรรคกล้าธรรมและภูมิใจไทย แบ่งเก้าอี้กันไป โดยมีพรรคประชาชาติรักษาฐานที่มั่นในเขต 5
- บัญชีรายชื่อ: พรรคประชาชาติยังคงเป็นแชมป์ (อันดับ 1) ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องอัตลักษณ์มุสลิม แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ พรรคประชาชน มาเป็นอันดับ 2
บทวิเคราะห์: การที่พรรคประชาชนสามารถเบียดขึ้นมาเป็นที่ 2 ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางและมีวัฒนธรรมการเมืองเฉพาะตัวสูง แสดงให้เห็นว่า “นโยบายกระจายอำนาจ” และการสื่อสารผ่านออนไลน์ของพรรค สามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มเยาวชนมลายูรุ่นใหม่ (New Voters) ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งกลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เน็ตในการเปิดรับโลกภายนอกอย่างเข้มข้น

ส่วนที่ 2: สมรภูมิ “ออนไลน์” พื้นที่ที่พรรคประชาชนประกาศชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ
เมื่อขยับเข้ามาสู่พื้นที่ที่มีปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตสูง (Urban & Digital Zones) ความสัมพันธ์ระหว่าง “โลกออนไลน์” กับ “ผลเลือกตั้ง” จะแปรผันตรงกันอย่างสมบูรณ์แบบ จนเกิดปรากฏการณ์ “Digital Landslide”
1. กรุงเทพมหานคร: เมืองหลวงแห่งโลกดิจิทัล
กรุงเทพฯ คือพื้นที่ที่ประชากรแทบทุกคนออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ผลลัพธ์คือ พรรคประชาชนกวาด ส.ส. เขต ครบ 33 เขต (100%) และคะแนนบัญชีรายชื่อนำโด่งแบบทิ้งห่าง
บทวิเคราะห์: ในพื้นที่ที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วและตรวจสอบได้ง่าย “กระสุน” หรือ “ระบบบ้านใหญ่” แทบจะไร้ความหมาย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับผ่านโซเชียลมีเดีย การดีเบต และการตรวจสอบนโยบายผ่านเว็บไซต์ ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์นี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ยิ่งประชาชนรู้อิสระเท่าไหร่ อิทธิพลเก่ายิ่งเสื่อมถอยเท่านั้น”
2. นนทบุรี และ ปทุมธานี: ปริมณฑลสีส้ม
พื้นที่รอยต่อที่รับอิทธิพลทางความคิดและไลฟ์สไตล์จากกรุงเทพฯ
- นนทบุรี: พรรคประชาชนกวาดเกือบแลนด์สไลด์ (ชนะขาดในเขต 1, 2, 3, 6, 7) แม้จะมีการต่อสู้สูสีกับภูมิใจไทยในบางเขต แต่ภาพรวมคือสีส้มครองเมือง
- ปทุมธานี: รักษาพื้นที่เขตเมืองและเขตมหาวิทยาลัยไว้ได้ (เขต 1, 3, 4, 5, 6) ส่วนเพื่อไทยและภูมิใจไทยเจาะได้เฉพาะพื้นที่รอบนอกที่มีความเป็นชุมชนดั้งเดิมสูง
บทวิเคราะห์: พื้นที่ปริมณฑลคือ “Melting Pot” ของคนทำงานและนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่ม Active User ในโลกอินเทอร์เน็ต คะแนนนิยมในบัญชีรายชื่อที่เป็นอันดับ 1 ในทั้งสองจังหวัด ยืนยันว่าประชากรกลุ่มนี้ซื้อ “อุดมการณ์” มากกว่า “การช่วยเหลือเฉพาะหน้า”
3. ชลบุรี, สมุทรปราการ และภูเก็ต: หัวเมืองเศรษฐกิจและท่องเที่ยว
- ภูเก็ต: เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ประชากรมีความเป็นสากลสูง พรรคประชาชนชนะเขต 1 และ 2 ส่วนบัญชีรายชื่อก็นำโด่ง
- ชลบุรี & สมุทรปราการ: เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่าง “บ้านใหญ่” (คุณปลื้ม / อัศวเหม) กับ “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” พรรคประชาชนสามารถแบ่งที่นั่งหรือกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ได้ โดยเฉพาะสมุทรปราการที่กวาดไปถึง 7 เขต
บทวิเคราะห์: จังหวัดเหล่านี้คือศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีการย้ายถิ่นฐานของประชากรสูง (Labor Migration) คนเหล่านี้เสพสื่อออนไลน์เป็นหลัก ไม่ยึดติดกับระบบหัวคะแนนในพื้นที่ ทำให้พรรคประชาชนสามารถเจาะทะลุกำแพงบ้านใหญ่ที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในประเทศได้
ส่วนที่ 3: ถอดรหัส “อาวุธลับ” ในโลกไซเบอร์
ทำไมพรรคประชาชนถึงชนะในโลกออนไลน์? คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่ “มีเพจเฟซบุ๊ก” หรือ “ยิงแอดเก่ง” แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศดิจิทัล” (Digital Ecosystem) ที่เหนือชั้นกว่าคู่แข่ง

1. เว็บไซต์: ประตูบานแรกสู่ความประทับใจ (UX/UI)
เว็บไซต์พรรคประชาชน (People’s Party) คือกรณีศึกษาของการออกแบบที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง (User-Centric Design)
- Accessibility: เข้าถึงง่าย โหลดไว รองรับทุกอุปกรณ์
- Information Architecture: หาข้อมูลนโยบายง่าย สมัครสมาชิกง่าย บริจาคเงินง่าย
- Contrast: เมื่อเทียบกับเว็บพรรคอื่นที่มักเต็มไปด้วยรูปผู้บริหารพรรค หรือข่าวประชาสัมพันธ์แบบราชการ เว็บของพรรคประชาชนเน้น “สิ่งที่ประชาชนจะได้” ทำให้ Engagement สูงลิ่วจนเว็บล่ม ซึ่งในทางการตลาด นี่คือ Happy Problem ที่แสดงถึง Demand มหาศาล
2. สงครามแพลตฟอร์ม X (Twitter): พื้นที่กำหนดวาระสังคม
ข้อมูลจาก เรียลวอทช์ แล๊ป ยืนยันว่า X คือ “War Room” ของคนรุ่นใหม่ พรรคประชาชนครองพื้นที่นี้แบบเบ็ดเสร็จ (Share of Voice สูงที่สุด)
- เทรนด์ทวิตเตอร์ไม่ได้แค่เกิดขึ้นและจบไป แต่มันถูกนำไปขยายผลต่อใน TikTok, Facebook และรายการข่าวทีวี
- การที่พรรคประชาชนถูกพูดถึงมากที่สุด ทำให้เกิด “Earned Media” (พื้นที่สื่อฟรี) มูลค่ามหาศาล ที่พรรคอื่นต้องจ่ายเงินหลายล้านเพื่อแลกมา
3. Google Search Interest: ดัชนีชี้วัดความใคร่รู้
การที่คำค้นหาเกี่ยวกับนโยบายพรรคประชาชนขึ้นอันดับ 1 ในช่วงโค้งสุดท้าย สะท้อนว่าประชาชน “ค้นหาเพื่อตัดสินใจ” (Search for Intent)
- ต่างจากพรรคภูมิใจไทยหรือกล้าธรรม ที่เน้นการยิงแอด (Push Marketing) ใส่หน้าฟีด
- พรรคประชาชนเน้นให้คนเดินเข้ามาหา (Pull Marketing) ซึ่งสะท้อนความผูกพัน (Engagement) ที่ลึกซึ้งกว่า และนำไปสู่การกากบาทในคูหาจริง (Conversion) ดังที่เห็นจากคะแนนบัญชีรายชื่อ 9.7 ล้านเสียง
ส่วนที่ 4: บทสรุปและคำเตือนถึง “พรรคการเมืองเก่า”
ผลการเลือกตั้ง 2569 คือบทพิสูจน์ทฤษฎี “The Medium is the Message” (สื่อคือสาร) อย่างแท้จริง
1. พรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรม:
แม้จะประสบความสำเร็จในเชิงปริมาณ (จำนวน ส.ส. เขต) จากยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่” และการเจาะพื้นที่เฉพาะจุด (Micro-targeting) แต่ในเชิงคุณภาพ พวกเขาล้มเหลวในการสร้าง “Brand Love” ในระดับชาติ สังเกตได้จากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่แพ้พรรคประชาชนในเกือบทุกพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึง
2. พรรคเพื่อไทย:
กำลังตกที่นั่งลำบากที่สุด เพราะถูกพรรคประชาชนแย่งฐานเสียงคนรุ่นใหม่และคนเมืองผ่านโลกดิจิทัล ในขณะที่ฐานเสียงชนบทก็ถูกพรรคบ้านใหญ่ดึงไปด้วยทรัพยากร เว็บไซต์ที่ทันสมัยของเพื่อไทยอาจจะดูดี แต่ “คอนเทนต์” และ “จุดยืน” ยังไม่สามารถ Click กับชาวเน็ตได้เท่าที่ควร
3. พรรคประชาชน:
คือ “ผู้ชนะที่แท้จริงในโครงสร้างใหม่” พวกเขาพิสูจน์แล้วว่า “ยิ่งถนนลาดยางไปถึงไหน ยิ่งเสาสัญญาณ 5G ไปถึงเมื่อไหร่ ความคิดคนจะเปลี่ยนไปเมื่อนั้น”

บทส่งท้าย:
ชัยชนะของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการปรับตัวเข้ากับ “โลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (Data-Driven World)
ในอีก 4 ปีข้างหน้า เมื่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตจากโครงการเน็ตประชารัฐ หรือเทคโนโลยีอย่าง Starlink ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย…
- แม่ฮ่องสอนจะไม่ใช่พื้นที่ปิดอีกต่อไป
- ชาวบ้านในนราธิวาสจะเสพข่าวเดียวกับคนทองหล่อ
- ระบบหัวคะแนนจะทำงานยากขึ้น เพราะคนรับเงินแต่กาพรรคที่ชอบ (ซึ่งดูได้จากมือถือ)
หากพรรคการเมืองอื่นๆ ยังมองว่า “โซเชียลมีเดีย” เป็นแค่ของเล่นของเด็ก หรือใช้แค่เพื่อยิงแอดโฆษณา โดยไม่ปรับปรุง “Product” (นโยบาย) และ “User Experience” (การเข้าถึง) ของพรรค…
การเลือกตั้งครั้งหน้า… พวกเขาอาจจะไม่มีที่ยืนเหลืออยู่เลย แม้แต่ในพื้นที่ที่มั่นใจที่สุดก็ตาม.
หมายเหตุ: บทความนี้วิเคราะห์จากข้อมูลสถิติเบื้องต้น ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปัจจัยทางการเมืองมีความผันผวน แต่แนวโน้มทางเทคโนโลยีคือสัจธรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ภาพประกอบบทความ สร้างขึ้นโดย JIM
Share this content:


