[Exclusive Interview] เจาะลึก “ศรีสะเกษโมเดล” สู่การทวงถามอนาคต “สุรินทร์”… เปลือยโครงสร้างเมืองในมุมมองอดีตปลัด อบจ. สองแผ่นดิน (ฉบับเต็ม)
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย: Surin108 ท่านไกรศักดิ์ วรทัต แขกรับเชิญพิเศษ: ข้าราชการบำนาญ (อดีตปลัด อบจ. สุรินทร์ และ ปลัด อบจ. ศรีสะเกษ)
หากย้อนเข็มนาฬิกากลับไปราว 20 กว่าปีก่อน หรือในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2545 คนสุรินทร์ในยุคนั้นคงจำความรู้สึกของความภาคภูมิใจได้ดี สุรินทร์เคยเป็นจังหวัดที่มีความเจริญก้าวหน้า เป็นศูนย์กลางการค้า การศึกษา และการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในภูมิภาคอีสานใต้ ชนิดที่เรียกว่า “ทิ้งห่าง” เพื่อนบ้านหลายจังหวัด
แต่เมื่อภาพตัดมาที่กาลปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพื่อนบ้านรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น “บุรีรัมย์” ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยุทธศาสตร์เมืองกีฬา หรือ “ศรีสะเกษ” ที่พัฒนารุดหน้าจนกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่น่าจับตา ทำให้คนสุรินทร์หลายคนต้องหยุดตั้งคำถาม และหันกลับมามองบ้านตัวเองด้วยความรู้สึกชื่นชมปนความเสียดายลึกๆ ว่า… “เกิดอะไรขึ้นกับเมืองสุรินทร์ของเรา?”
วันนี้ Surin108 ได้รับเกียรติอย่างสูงจากอดีตผู้บริหารระดับสูง ผู้เคยดำรงตำแหน่ง “ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)” ทั้งในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ ท่านคือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนสุรินทร์โดยกำเนิด ที่มีโอกาสได้ไปบริหารและมองเห็นโครงสร้างการขับเคลื่อนเมืองมาแล้วทั้งสองฝั่ง ท่านไกรศักดิ์ วรทัต
และนี่คือบทสัมภาษณ์ความยาวพิเศษ ที่จะ “เปลือย” ทุกปัญหาอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเสนอวิสัยทัศน์เพื่อปลดล็อกศักยภาพเมืองสุรินทร์ที่เราทุกคนรักครับ…

PART 1:
ถอดรหัส “ศรีสะเกษโมเดล” ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสีเดียว
Surin108: ในฐานะที่ท่านเคยบริหารงานท้องถิ่นมาแล้วทั้งในสุรินทร์และศรีสะเกษ อะไรคือจุดเปลี่ยนหรือความลับที่ทำให้ศรีสะเกษก้าวกระโดดและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ต้นทุนของเมืองก็เป็นเมืองค้าขายและเกษตรกรรมคล้ายๆ กับเราครับ?
อดีตปลัด อบจ.: หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การที่เมืองเมืองหนึ่งจะก้าวกระโดดได้ เป็นเพราะเขามีเส้นสาย หรือได้งบประมาณแผ่นดินมาลงมากกว่าจังหวัดอื่น แต่ความจริงแล้ว แก่นแท้ของการพัฒนาไม่ได้เริ่มต้นที่ “เม็ดเงิน” ครับ แต่มันเริ่มต้นที่ “วุฒิภาวะทางการเมืองและความเป็นเอกภาพ” ของคนในพื้นที่
ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เวลาที่คนศรีสะเกษเขาเปิดเวทีประชุมเพื่อพูดคุยเรื่องการพัฒนาจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม ก่อนเดินเข้าห้องประชุม พวกเขาจะ “ถอดสีเสื้อทางการเมือง” ทิ้งไว้หน้าประตูทั้งหมด เขาไม่มีสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน หรือสีส้ม แต่ทุกคนพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเดียวกันคือ “สีสะเกษ” เมื่อทุกคนมีธงในใจตรงกันว่าเป้าหมายคือ “ทำเพื่อบ้านเกิด” ภาษาที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และนักการเมืองใช้ จึงกลายเป็น “ภาษาเดียวกัน” เขาคุยกันรู้เรื่อง เล็งเห็นเป้าหมายเดียวกัน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือโครงการต่างๆ จึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ และไร้แรงเสียดทานจากการเตะถ่วงกันเองครับ
Surin108: หมายความว่าเขาสามารถแยก “การเมืองระดับชาติ” ออกจาก “การเมืองท้องถิ่น” ได้อย่างเด็ดขาดเลยใช่ไหมครับ?
อดีตปลัด อบจ.: เด็ดขาดมากครับ และบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (นายก อบจ.) ที่ผ่านมา คุณจำได้ไหมว่ามีพรรคการเมืองระดับชาติที่ทรงอิทธิพลและกำลังเป็นกระแสฟีเวอร์สุดๆ ส่งแกนนำเบอร์ใหญ่ระดับประเทศลงพื้นที่ไปช่วยผู้สมัครหาเสียงแบบจัดเต็ม หวังจะกวาดที่นั่งแบบแลนด์สไลด์
แต่ผลลัพธ์คืออะไร? ผู้สมัครจากส่วนกลางพ่ายแพ้แบบหมดรูปครับ!
ไม่ใช่เพราะคนศรีสะเกษเขาปฏิเสธพรรคการเมืองใหญ่นะครับ แต่เป็นเพราะพลเมืองของเขามีความตื่นรู้และมีวุฒิภาวะสูงมาก เขา “แยกแยะออก” อย่างชัดเจน ชาวบ้านเขาตั้งคำถามกันเองว่า “ทำไมต้องเอาการเมืองระดับชาติมาครอบงำการเมืองท้องถิ่น ?” ในเมื่อคนทำงานท้องถิ่นคนเดิม เขาทุ่มเทพัฒนาพื้นที่มา 30 ปี สร้างถนนหนทาง สร้างความเจริญให้เห็นคาตา โดยไม่มีข้อบกพร่องร้ายแรงหรือทุจริตคอร์รัปชัน คนศรีสะเกษเขาจึงเลือกที่จะใช้สิทธิ์ปกป้อง “คนทำงาน” มากกว่าจะปล่อยให้เมืองไหลไปตาม “กระแสการเมืองใหญ่” นี่แหละครับคือความเข้มแข็งของพลเมืองที่พร้อมใจกันชูความเป็นศรีสะเกษ
Surin108: แล้วเรื่องของวัฒนธรรมการเมือง หรือน้ำใจนักกีฬาของนักการเมืองบ้านเขาล่ะครับ ต่างจากที่เราคุ้นเคยไหม?
อดีตปลัด อบจ.: วัฒนธรรมการเมืองของบ้านเขาคือ “สู้กันในกติกา จบแล้วคือเพื่อนร่วมพัฒนา” ในห้องประชุมสภาเนี่ย คุณจะเห็นการอภิปรายฟาดฟันกันอย่างดุเดือด เอาข้อมูลมาซัดกันแบบไม่มีใครยอมใคร
แต่เชื่อไหมครับ พอประธานสภาสั่งปิดประชุม ก้าวขาพ้นประตูออกมาปุ๊บ เขาสามารถเดินกอดคอกันไปนั่งทานข้าว ดื่มน้ำ คุยเรื่องสัพเพเหระ แลกเปลี่ยนมุมมองปัญหาของชาวบ้านในฐานะ “คนบ้านเดียวกัน” ได้ตามปกติ
มันต่างจากบางพื้นที่… ซึ่งอาจจะรวมถึงบ้านเราด้วย ที่การแข่งขันทางการเมืองมันกลายเป็นการปลูกฝังความเกลียดชัง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เอาเป็นเอาตายกันทุกระดับชั้น ตั้งแต่หัวคะแนนยันชาวบ้าน แค่คิดไม่เหมือนกันก็กลายเป็นศัตรูกันแล้ว สร้างกำแพงหนาทึบจนแม้แต่จะนั่งร่วมโต๊ะเพื่อถกเรื่องความเจริญของเมืองยังทำไม่ได้เลย
PART 2:
ทฤษฎี “3 เส้า” และโอกาสทองที่สูญเปล่าของสุรินทร์
Surin108: หันกลับมามองบ้านเราบ้างครับ ปัจจุบันสุรินทร์เรามี สส. ถึง 8 ท่าน ที่ถือว่ามาจาก “สีเดียวกัน” ยกจังหวัด ในทางทฤษฎีนี่น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ที่สุดในการผลักดันวาระของจังหวัดให้เป็นเอกภาพเลยหรือเปล่าครับ?
อดีตปลัด อบจ.: ในทางทฤษฎี… นี่คือ “โอกาสทองฝังเพชร” เลยครับ แต่ในโลกของความเป็นจริง การขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดมันต้องอาศัยกลไกที่ผมเรียกว่า “3 เส้า” ซึ่งประกอบไปด้วย:
- ภาคราชการ: โดยมี “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เป็นหัวเรือใหญ่
- ภาคเอกชน: หอการค้าจังหวัด, สภาอุตสาหกรรม, มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษา
- ภาคการเมือง: สส. ระดับชาติ และนักการเมืองท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล)
ถ้า 3 เส้านี้มาจับเข่าคุยกัน คิดเรื่องเดียวกัน ออกแบบเมืองร่วมกัน มันไปโลดครับ อย่างบุรีรัมย์เขามีเอกภาพเพราะฝั่งการเมืองเข้มแข็งจนสามารถเชื่อมร้อยทุกภาคส่วนได้ ศรีสะเกษก็มีเอกภาพในรูปแบบของเขา… แต่พอหันมามอง “สุรินทร์” 3 เส้าของเรากลับเหมือนคนพายเรือกันคนละทิศคนละทาง
Surin108: ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ ทั้งที่ผู้แทนของเราก็สีเดียวกัน?
อดีตปลัด อบจ.: เพราะเรายังขาด “ผู้นำทางความคิด (Thought Leader)” ที่มีบารมีพอจะร้อยเรียงนักการเมืองทั้ง 8 ท่านให้หันมามอง “ภาพใหญ่ระดับจังหวัด” ร่วมกันครับ ทุกวันนี้แต่ละคนยังมีกรอบความคิดที่ผูกติดอยู่กับมิติแบบเดิมๆ คือมองแค่ผลประโยชน์เฉพาะใน “เขตเลือกตั้ง” ของตัวเองเป็นหลัก หรือที่เรียกกันว่า “มิติทำมาหากิน”
มันมีความระแวงกันเอง กลัวว่าคนนั้นจะได้หน้า กลัวคนนี้จะได้คะแนนเสียงมากกว่า มีการขัดแข้งขัดขากันเงียบๆ ขนาดนักการเมืองระดับผู้อาวุโสในพื้นที่ยังถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวเลยครับ แล้วนับประสาอะไรกับการจะดึงทุกคนมารวมพลังกัน? ตราบใดที่เรายังก้าวข้ามผลประโยชน์รายเขต เพื่อมาจับมือกันทำยุทธศาสตร์องค์รวมของจังหวัดไม่ได้ โอกาสทองที่มีก็เป็นได้แค่ภาพลวงตาครับ
Surin108: แล้วในส่วนของภาคราชการ อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดล่ะครับ ควรจะมีบทบาทอย่างไรในการประสานรอยร้าวนี้?
อดีตปลัด อบจ.: ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะพ่อเมือง “ต้องกล้าเป็นเจ้าภาพ” ครับ! ผู้ว่าฯ คือคนคุมยุทธศาสตร์จังหวัดทั้งหมด คุณต้องเป็นคนกางโต๊ะ เชิญทั้งภาคเอกชนและภาคการเมืองมานั่งคุยกันแบบเปิดอก เอาปัญหามาถกกันบนโต๊ะ (Brainstorming) ว่าทิศทางของสุรินทร์จะไปทางไหน
ไม่ใช่แค่การจัดงาน “สภากาแฟ” ยามเช้า ไปยืนจิบกาแฟ ถ่ายรูปยิ้มแย้ม เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี แล้วก็แยกย้ายกันกลับไปทำงานรูทีน หรือจัดประชุมประจำเดือนจังหวัดที่มีแต่การนั่งฟังรายงาน แจกเอกสารหนาๆ แล้วก็จบไป แบบนั้นมันไม่ได้สาระแก่นสารอะไรเลยในการพัฒนาเมืองครับ มันต้องมีเวทีฟอรัมที่คุยกันเรื่องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จริงๆ จังๆ

PART 3:
ความมั่งคั่งที่รั่วไหล… ทำไมสุรินทร์ถึง “จน” ทั้งที่เงินสะพัด?
Surin108: ผมขอขยับมาคุยเรื่อง “ปากท้อง” และ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่บ้างครับ ภาพจำของสุรินทร์คือเมืองเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีงบประมาณจำกัด สุรินทร์เรา “จน” จริงๆ หรือเงินมัน “รั่วไหล” ไปไหนหมดครับ?
อดีตปลัด อบจ.: นี่คือประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดและคนสุรินทร์ต้องตื่นรู้ครับ! ถ้าเราไปกางตัวเลขดูโครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GDP) ของสุรินทร์ สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดถึง 70% มาจาก “ภาคการเกษตร” ครับ แต่มันคือ 70% ที่มี “มูลค่าต่ำมาก” เพราะเกษตรกรของเรายังทำเกษตรแบบดั้งเดิม ปู่ย่าตายายพาทำมาอย่างไร ก็ทำแบบนั้น พึ่งพาฟ้าฝน และขายเป็นวัตถุดิบราคาถูก
แต่ถ้าเราไปดูอัตราการเติบโต (Growth) ของเม็ดเงินจริงๆ ในจังหวัด มันไม่ได้อยู่ที่ภาคเกษตรครับ แต่มันไปกระจุกตัวพุ่งปรี๊ดอยู่ที่ “ภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก (Wholesale & Retail)” หรือกลุ่ม Modern Trade ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร โรบินสัน วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่แทบทุกหัวระแหง
Surin108: ซึ่งห้างเหล่านี้ก็สะท้อนว่าคนสุรินทร์มีกำลังซื้อมหาศาล แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนครับ ในเมื่อเขาก็มาลงทุนจ้างงานในพื้นที่?
อดีตปลัด อบจ.: ปัญหาระดับชาติมันอยู่ที่ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)” ครับ! คุณต้องเข้าใจก่อนว่า ในภาษี VAT 7% ที่ประชาชนจ่ายไปทุกครั้งที่ซื้อของ กฎหมายกำหนดให้แบ่งกลับคืนมาสู่ท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) ประมาณ 5% เพื่อให้ อบจ. นำเงินก้อนนี้กลับมาพัฒนาถนนหนทาง สร้างโรงเรียน จัดการขยะ และดูแลคุณภาพชีวิตคนในจังหวัด
แต่ความตลกร้ายคือ ห้างค้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้ ซึ่งสูบเม็ดเงินจากคนสุรินทร์ไปวันละมหาศาล เขาไม่ได้ยื่นเสียภาษีที่สรรพากรจังหวัดสุรินทร์นะครับ แต่เขาทำบัญชีรวมศูนย์ไปยื่นเสียภาษีที่ “บริษัทแม่ในกรุงเทพมหานคร”!
Surin108: โอ้โห! เท่ากับว่าเงิน 5% ที่ควรจะเป็นของสุรินทร์ ก็ไหลเข้ากระเป๋ากรุงเทพฯ ไปเต็มๆ เลยสิครับ?
อดีตปลัด อบจ.: ถูกต้องครับ! นี่คือการสูญเสียโอกาสที่มหาศาลมาก ลองคิดดูสิครับ ห้างเหล่านี้มาตั้งอยู่บ้านเรา เขาใช้ทรัพยากรของเรา ถนนพังก็เพราะรถบรรทุกเขา น้ำเขาก็ใช้น้ำเรา ขยะปริมาณมหาศาลเขาก็ผลักภาระให้ท้องถิ่นของเราเป็นคนไปจัดการ แย่งลูกค้าร้านโชห่วยท้องถิ่นไปหมด… แต่พอถึงเวลาที่ต้องจ่ายภาษีบำรุงท้องถิ่น เขากลับเอาเงินก้อนนั้นไปประเคนให้กรุงเทพฯ แบบนี้มันเอาเปรียบคนสุรินทร์ชัดๆ ไหมล่ะครับ?
Surin108: แล้วแบบนี้ใครควรจะเป็นคนลุกขึ้นมาแก้ไขครับ? ท้องถิ่น หรือ ภาคเอกชน?
อดีตปลัด อบจ.: เรื่องนี้ต้องอาศัยกลไกของ “หอการค้าจังหวัด” และ “กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ)” ครับ ห้างพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกหอการค้า ถ้าหอการค้าซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ไม่ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพกดดันให้เขาโอนการยื่นภาษีมาที่จังหวัด สมาชิกรายย่อยของคุณนั่นแหละครับที่เสียเปรียบและตายก่อนเพื่อน
บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า “อ้าว แล้วถ้าดึงเงินภาษีกลับมาได้เยอะๆ อบจ. จะบริหารโปร่งใสไหม? จะเอาไปใช้มีประสิทธิภาพหรือเปล่า?” ผมอยากจะบอกว่า… การตรวจสอบการใช้เงิน มันคือโจทย์ข้อที่สองครับ หน้าที่ของภาคประชาชนคือต้องไปตามตรวจสอบ แต่โจทย์ข้อแรกที่คุณต้องทำให้ได้ก่อนคือ “คุณต้องทวงเงินที่เป็นสิทธิ์ของคนสุรินทร์กลับคืนมาให้ได้ก่อน” ถ้าคุณปล่อยผ่านโจทย์ข้อนี้ไป คุณก็ไม่มีแม้แต่กระสุนจะไปพัฒนาอะไรเลย

PART 4:
วิกฤตการศึกษา “ผลิตคนมาตกงาน” และการสร้าง Smart Farmer
Surin108: อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบว่าท่านให้ความสำคัญมาก คือเรื่อง “การสร้างคน” สุรินทร์เรามีปัญหาตรงไหนครับ ทำไมเด็กยุคใหม่ถึงบ่นเรื่องตกงานกันเยอะมาก?
อดีตปลัด อบจ.: ปัญหาใหญ่ที่สุดของการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “โครงสร้างการศึกษา” ครับ สุรินทร์เรากำลังเผชิญกับภาวะ “ผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” ครั้งหนึ่งเราเคยทำวิจัยร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ ลงพื้นที่สำรวจตลาดแรงงานในจังหวัดสุรินทร์ ข้อมูลชี้ชัดเลยว่า ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในบ้านเรา ต้องการแรงงานสายอาชีพ (ปวช., ปวส.) เป็นจำนวนมาก แต่ค่านิยมของระบบการศึกษาเรากลับไปทุ่มเทผลิตแต่เด็กจบ “ปริญญาตรี”
ผลที่ตามมาคืออะไรครับ? เด็กจบปริญญาตรีล้นตลาด หางานทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องไปแย่งงานระดับปฏิบัติการ ยอมรับค่าแรงขั้นต่ำเท่ากับเด็กจบ ม.6 เสียเวลาเรียนไป 4 ปี เสียเงินพ่อแม่ไปเป็นแสนๆ เพื่อแลกกับใบปริญญาที่ไม่ได้นำมาใช้จริง ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ขาดแคลนช่างฝีมือ ขาดแคลนนักปฏิบัติ นี่คือความสูญเปล่าระดับชาติเลยนะครับ
Surin108: แล้วทำไมเราถึงไม่ปรับหลักสูตรให้มันสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ล่ะครับ?
อดีตปลัด อบจ.: เพราะเราติดหล่ม “รัฐรวมศูนย์” ครับ! การศึกษาถูกผูกขาดโดยกระทรวงที่ส่วนกลาง เขากำหนดหลักสูตรแกนกลางมาให้เบ็ดเสร็จ ท้องถิ่นหรือจังหวัดแทบไม่มีอิสระในการออกแบบ “การศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education)” ของตัวเองเลย พอเราเสนอให้ลดสัดส่วน ม.ปลาย ลงสัก 35% เพื่อไปเพิ่มโควตาให้สายอาชีพ ส่วนกลางก็ไม่ยอมทำตาม

อีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “เด็กที่หลุดจากระบบ” เด็กสุรินทร์นับหมื่นคนที่จบ ม.3 แล้วไม่มีเงินเรียนต่อ ผมมองว่าถ้าเรามีกลไกเข้าไปอุ้มเด็กกลุ่มนี้ ส่งเขาไปเรียนหลักสูตรระยะสั้น เช่น ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ช่วยทันตแพทย์ จบมา 6 เดือนเขามีงานทำ มีเงินเดือนหมื่นกว่าบาท จากเดิมที่ครอบครัวเขาทำนาได้เงินเดือนละไม่เกิน 3,000 บาท… แค่เราช่วยเด็กได้ 1 คน มันคือการพลิกชีวิต ยกระดับฐานะของคนทั้งครอบครัว นี่ต่างหากคือการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นที่ยั่งยืนที่สุด!
Surin108: ซึ่งมันก็โยงกลับไปที่โครงสร้าง GDP 70% ภาคการเกษตรใช่ไหมครับ ที่ชาวนาส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาแค่ระดับประถม?
อดีตปลัด อบจ.: ถูกต้องครับ นี่คือวิกฤตซ้อนวิกฤต เกษตรกรของเรายังเป็นกลุ่มคนที่ขาดการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ การจะปลดล็อกตรงนี้ได้ เราต้องยกระดับพวกเขาให้เป็น “Smart Farmer” เราต้องนำเทคโนโลยี ระบบน้ำ กลไกการตลาดออนไลน์เข้ามาช่วย และที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการ “ขายผลผลิต (วัตถุดิบดิบๆ)” มาเป็นการ “ขายผลิตภัณฑ์ (แปรรูปเพิ่มมูลค่า)”
ถ้าหน่วยงานอย่างเกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด เลิกทำงานแบบ “ฟังก์ชัน (Function)” ที่ตอบสนองแต่นโยบายอธิบดีกรมฯ เพื่อเอาผลงานขึ้นเงินเดือน แล้วหันมาทำงานแบบ “บูรณาการเชิงพื้นที่ (Area-based)” ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของคนสุรินทร์จริงๆ ผมเชื่อว่าเกษตรกรบ้านเราลืมตาอ้าปากได้แน่นอนครับ

PART 5:
ทางรอดแห่งอนาคต… ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Soft Power และยุทธศาสตร์ 20 ปี
Surin108: พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีและการเพิ่มมูลค่า… ปัจจุบันผมกำลังพัฒนานวัตกรรมนำ “เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์)” เข้ามาช่วยผู้ประกอบการฐานราก เช่น ชาวบ้านที่ทอผ้าไหม หรือทำสินค้า OTOP AI จะไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกราคาสินค้า แต่ผมออกแบบให้ AI ช่วย “เล่าเรื่อง (Storytelling)” ดึงจิตวิญญาณ ลายผ้า ประวัติศาสตร์ ออกมานำเสนอเพื่อปิดการขายให้นักท่องเที่ยวเลย ท่านมองมิตินี้อย่างไรครับ สามารถนำมาขับเคลื่อนเป็นยุทธศาสตร์จังหวัดได้ไหม?
อดีตปลัด อบจ.: โอโห! ผมบอกเลยว่า “นี่คือของจริง และเห็นด้วยอย่างยิ่ง 100% ครับ!” สินค้าท้องถิ่นทุกชนิดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เครื่องเงินประเกือม หรือข้าวหอมมะลิ ถ้ามันมี “สตอรี่” มันจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้แบบก้าวกระโดด ผ้าไหมผืนหนึ่งถ้าวางพาดไว้บนแผงเฉยๆ มันก็คือเศษผ้าที่สวยงามชิ้นหนึ่ง แต่ถ้าคุณมี AI มาช่วยสร้าง Content ช่วยเล่าว่า ลายผ้านี้มีประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปี ทอขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณของคนเฒ่าคนแก่ สอดแทรกปรัชญาชีวิตอะไรลงไปบ้าง… นักท่องเที่ยวเขาไม่ได้จ่ายเงินซื้อผ้าครับ แต่เขาจ่ายเงินซื้อ “คุณค่าและเรื่องราว”
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเทคโนโลยี AI ของคุณสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค (Data Analytics) ได้ด้วยว่า ใครชอบซื้ออะไร ซื้อช่วงไหน มันจะกลายเป็น “คลังข้อมูลอัจฉริยะ (Big Data)” ของจังหวัด ที่จะช่วยให้เราวางแผนการตลาดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องมานั่งงมเข็มในมหาสมุทรแบบเดิม นวัตกรรมแบบนี้แหละครับที่ “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ควรจะต้องรีบตะครุบ เอามาเป็นนโยบายหลักในการผลักดัน Smart City อย่างแท้จริง!
Surin108: แล้วในมุมของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Soft Power) ล่ะครับ สุรินทร์เรายังมีจุดแข็งพอที่จะไปต่อสู้กับเมืองใหญ่อื่นๆ ได้ไหม?
อดีตปลัด อบจ.: จุดแข็งที่สุดของสุรินทร์คือ “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” ครับ แต่เรามักจะเข้าใจผิดว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่ต้อง “เก่าแก่และห้ามแตะต้อง”
จริงๆ แล้ว วัฒนธรรมกับอดีต มันคนละเรื่องกันนะครับ วัฒนธรรมแปลว่าสิ่งที่เจริญงอกงาม (Culture) ดังนั้น “วัฒนธรรมคือสิ่งที่เราสามารถสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ได้เสมอ” ยกตัวอย่างเช่น งานประเพณี “ตักบาตรบนหลังช้าง” หรือ “แห่เทียนบนหลังช้าง” นี่ไม่ใช่ของโบราณที่มีมาเป็นร้อยปีนะครับ แต่คือสิ่งที่เรา “สร้างขึ้นมาใหม่” ในยุคหลัง เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว และปรากฏว่ามันติดตลาดระดับโลก!
เราเคยทำสตอรี่เรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจนสามารถชนะจังหวัดท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่อย่าง “กระบี่” คว้า “รางวัลกินรีทองคำ” ของ ททท. มาแล้ว ทั้งๆ ที่เราไม่มีทะเลสวยๆ แบบเขา นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า ถ้าเรารู้จักหยิบเอาวิถีชีวิตมาเล่าเรื่องใหม่ให้มีสเน่ห์ สุรินทร์สู้ได้ทุกจังหวัดในประเทศไทยครับ
Surin108: ท้ายที่สุดนี้ การเปลี่ยนแปลงเมืองมันต้องใช้เวลา ท่านมีข้อแนะนำอย่างไรเพื่อให้สุรินทร์ไม่เสียโอกาสไปมากกว่านี้ครับ?
อดีตปลัด อบจ.: กฎเหล็กของการพัฒนาเมืองคือ “ต้องมองไกลและคิดล่วงหน้าอย่างน้อย 20 ปี” ครับ
คุณรู้ไหมว่า ระบบงบประมาณแผ่นดินที่ส่วนกลางจะอนุมัติลงมาให้จังหวัดพัฒนาเนี่ย มันต้องมีการคิดโครงการเสนอและตั้งเรื่องล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี! สมมติวันนี้เราอยากได้เงินมาทำถนน เราต้องเสนอแผนล่วงหน้าเพื่อไปขอเงินงบประมาณของปี พ.ศ. 2572
เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองสุรินทร์ มันต้องแบ่งเป็นบันไดทีละขั้น ขั้นละ 5 ปี การพัฒนามันไม่ได้เกิดแค่ข้ามคืน โดยเฉพาะ “การสร้างคน” คุณจะสร้างเด็กประถม 1 ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจนจบ ม.6 คุณต้องใช้เวลาถึง 12 ปีต่อเนื่อง ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่เริ่มวางระบบนิเวศการศึกษาใหม่ มัวแต่ทำอะไรฉาบฉวยเป็นปีๆ ไป… วันข้างหน้าเราจะเอาอะไรไปสู้เขา?
ถึงเวลาแล้วครับ ที่ 3 เส้าหลักของเมืองสุรินทร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ สส. หรือภาคเอกชน จะต้องลดอีโก้ ก้าวข้ามผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และหันหน้ามาตั้งวงคุยกันอย่างจริงจังเสียที
บทสรุป และ คำส่งท้ายจาก Surin108
การพูดคุยที่ยาวนานเกือบชั่วโมงกับอดีตนักบริหารท่านนี้ ไม่ใช่การสนทนาเพื่อด้อยค่าบ้านเกิดตัวเอง แต่เปรียบเสมือนการนำ “กระจกเงาบานใหญ่” มาตั้งตระหง่านไว้กลางเมือง เพื่อสะท้อนให้คนสุรินทร์ทุกคนได้เห็นความจริงอันเจ็บปวด ว่าบาดแผลของการไม่พัฒนา ไม่ได้เกิดจากความขัดสน… แต่เกิดจาก “ความไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”
- ถ้าบุรีรัมย์โตได้เพราะมี “อำนาจที่เบ็ดเสร็จ”
- ถ้าศรีสะเกษก้าวกระโดดได้เพราะมี “ความสมานฉันท์ใต้สีเสื้อเดียว”
คำถามตัวโตๆ ที่เราทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบคือ… แล้ว “สีสุรินทร์” ของเราล่ะ คือสีอะไร? และด้วยวิสัยทัศน์ที่ผู้บริหารท่านนี้ได้ฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดึงภาษีกลับคืนถิ่น การปฏิรูปการศึกษา หรือการใช้ AI ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ชุมชน… สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย หากผู้มีอำนาจในจังหวัดยังคงต่างคนต่างพายคนละทิศ คนละทาง
Surin108 ขอรับไม้ต่อจากความคาดหวังนี้… เร็วๆ นี้ เราอาจจะได้ใช้พื้นที่สื่อ เป็น “สะพานเชื่อม” ลงพื้นที่ไปเคาะประตูสัมภาษณ์เจาะลึก สส. สุรินทร์ทั้ง 8 ท่านโดยตรง เพื่อทวงถามถึง “จุดร่วม” ในการพัฒนา ว่าพวกเขาพร้อมหรือยัง… ที่จะกอดคอกันพา “สุรินทร์” ก้าวข้ามความหลงลืม และกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!
(ร่วมแชร์บทความนี้ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงส่งไปให้ถึงผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางเมือง… เพื่อก้าวต่อไปของสุรินทร์บ้านเรา)

บทสรุป เป็นภาพ Infographic ทิศทางงานพัฒนาจังหวัดสุรินทร์
Share this content:


