วิเคราะห์เจาะลึก 7 ข้อตกลง (MOU) ไทย-กัมพูชา: เซ็นแล้วไทยได้หรือเสีย… ในวันที่สถานการณ์พลิกผัน?
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา (ในอดีต) รัฐบาลไทยในขณะนั้น นำโดย อดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร (อุ๊งอิ๊ง) และ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามความตกลง (MOU) จำนวน 7 ฉบับ
ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพรมแดน แรงงาน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม วันนี้เพจ Surin108 จะพามาถอดรหัสกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าแต่ละข้อคืออะไร และในอดีตเราเคยมองว่าไทย “ได้” หรือ “เสีย” อะไรบ้าง?
1. การบริหารและบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท)
📌 สรุปย่อ: เป็นข้อตกลงว่าใครจะเป็นเจ้าของ ดูแล และซ่อมแซมสะพานข้ามแดนแห่งใหม่ที่ จ.สระแก้ว
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังแก้ปัญารถติดหนึบที่ด่านปอยเปต (คลองลึก) ทำให้รถบรรทุกสินค้าส่งออกของไทยวิ่งฉลุยขึ้น ประหยัดเวลาและลดต้นทุนโลจิสติกส์
- ⚠️ ข้อควรระวัง: ไทยต้องรับภาระงบประมาณในการซ่อมบำรุงร่วมกัน (ซึ่งส่วนใหญ่ไทยมักเป็นแกนหลัก) และต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ศุลกากร/ตชด.
2. ความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน (ฝุ่น PM2.5)
📌 สรุปย่อ: จับมือกันแก้ปัญหาควันพิษที่ลอยข้ามประเทศ โดยเฉพาะฝุ่นจากการเผาป่าและเผาพื้นที่เกษตร
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังมีกรอบกฎหมายและเครื่องมือในการไป “ทวงถาม” หรือกดดันให้กัมพูชาลดการเผาไหม้ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของ PM2.5
- ⚠️ ข้อควรระวัง: การเซ็น MOU ง่ายกว่าการทำจริง ไทยอาจต้องเป็นฝ่ายเสียเงินสนับสนุนงบประมาณ หรือส่งเทคโนโลยีไปช่วยฝั่งเขา
3. การปรับเปลี่ยนศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา-ไทย
📌 สรุปย่อ: อัปเกรดและปรับหลักสูตรศูนย์ฝึกอาชีพที่ไทยเคยไปช่วยสร้างไว้ที่กัมพูชา
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังได้ “แรงงานเพื่อนบ้านที่มีฝีมือ” (Skilled Labor) เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น
- ⚠️ ข้อควรระวัง: ไทยต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินไปช่วยฝึกคนของประเทศอื่น ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าควรเอางบนี้มาฝึกอาชีพให้คนไทยที่ตกงานก่อนหรือไม่
4. & 5. ข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาล (MOU แรงงาน)
📌 สรุปย่อ: จัดระเบียบการนำเข้าแรงงานกัมพูชาอย่างถูกกฎหมาย คุ้มครองสิทธิ และป้องกันการค้ามนุษย์
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังแก้ปัญหา “ขาดแคลนแรงงาน” ในภาคก่อสร้าง ประมง และเกษตรกรรม
- ⚠️ ข้อควรระวัง: หากคัดกรองไม่ดีอาจมีปัญหาอาชญากรรมแฝงตัวเข้ามา และเม็ดเงินค่าจ้างจำนวนมากจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง
6. การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ปรับปรุงถนนหมายเลข 57 (บ้านผักกาด จันทบุรี – พระตะบอง)
📌 สรุปย่อ: ไทยส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยกัมพูชา “ออกแบบ” ถนนเส้นใหม่ที่เชื่อมจากด่านจันทบุรีเข้าไปยังเมืองพระตะบอง
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังใช้เป็น “เส้นทางสายไหมของผลไม้ไทย” ช่วยระบายสินค้าเกษตรทะลวงเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน
- ⚠️ ข้อควรระวัง: ไทยต้องเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการจ้างวิศวกร/ที่ปรึกษาไปช่วยออกแบบให้ฝั่งเขาแบบให้เปล่า
7. การก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ (บ้านผักกาด จันทบุรี)
📌 สรุปย่อ: สร้างสะพานข้ามแดนถาวรแห่งใหม่ที่จุดผ่านแดนบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน
- ✅ เป้าหมายเดิม: หวังยกระดับด่านชายแดน กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าขาย และการท่องเที่ยวชายแดนของจังหวัดจันทบุรี
- ⚠️ ข้อควรระวัง: ไทยต้องใช้งบประมาณแผ่นดินก้อนโตในการก่อสร้าง ซึ่งต้องติดตามความคุ้มค่าของการลงทุน





⚖️ วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ไทยได้แค่ “นามธรรม” แต่กัมพูชาคว้า “รูปธรรม”
หากนำ MOU ทั้ง 7 ฉบับมากางบนตาชั่ง จะเห็นความตลกร้ายที่ซ่อนอยู่ คือ ประเทศไทยได้ประโยชน์ในรูปแบบของ “นามธรรม” (Abstract) ไม่ว่าจะเป็น “ความหวัง” ว่าฝุ่นควันจะลดลง, “ความหวัง” ว่าจะได้แรงงานฝีมือ, หรือ “กรอบความร่วมมือ” ที่จับต้องไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม กัมพูชากลับกอบโกยผลประโยชน์ในระดับ “รูปธรรม” (Concrete) อย่างชัดเจน ทั้งการได้ถนนสายใหม่ (ข้อ 6), ได้สะพานข้ามแดน (ข้อ 1 และ 7), ได้งบประมาณสนับสนุน, ได้การถ่ายทอดเทคโนโลยี, และได้ศูนย์ฝึกอาชีพ (ข้อ 3) ซึ่งล้วนใช้เม็ดเงินและทรัพยากรจากภาษีคนไทยไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศของเขาแทบทั้งสิ้น
💥 จุดแตกหัก: ทำไมกัมพูชาถึงเปิดศึก “ปล่อยคลิปเสียง” ปลิดชีพรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง?
คำถามตัวโตๆ ที่สังคมสงสัยคือ ในเมื่อกัมพูชาได้ประโยชน์จาก MOU ทั้ง 7 ข้อไปเป็นกอบเป็นกำ ทำไมถึงเลือกที่จะ “หักหลัง” พันธมิตรที่ดูจะคุยกันง่ายที่สุด อย่างตระกูลชินวัตร ด้วยการ ปล่อยคลิปเสียงสนทนาลับ ออกมาสู่สาธารณะ จนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้นายกฯ อุ๊งอิ๊ง ต้องหลุดจากเก้าอี้?
การวิเคราะห์เชิงลึกทางการเมืองระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นถึง 3 สาเหตุหลัก:
- ผลประโยชน์ “หลังฉาก” ที่ตกลงกันไม่ได้ (ดีลลับ OCA ล่ม): เป็นที่ทราบกันดีว่า MOU 7 ข้อนี้อาจเป็นเพียง “ฉากหน้า” แต่ของจริงที่เจรจากันหลังฉากคือ ผลประโยชน์มหาศาลจากแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) มีความเป็นไปได้สูงว่า การเจรจาแบ่งเค้กขุมทรัพย์พลังงานระหว่าง “สองตระกูล” เกิดอาการสะดุด ฝั่งไทยอาจเรียกร้องมากเกินไป หรือฝั่งกัมพูชามองว่าตนมีไพ่เหนือกว่า จึงนำไปสู่การแตกหัก
- การใช้ “คลิปเสียง” เพื่อแบล็กเมล์ทางการเมือง: กัมพูชาอาจจงใจใช้คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์ เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยยอมจำนนในข้อตกลงลับบางอย่าง แต่เกมเกิดผิดพลาด (Miscalculation) คลิปเสียงหลุดไปถึงมือผู้ไม่หวังดีหรือสื่อมวลชนจนเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในไทย บานปลายจนนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอุ๊งอิ๊งในที่สุด
- การเปลี่ยนขั้วอำนาจในภูมิภาค: กัมพูชาในยุคของฮุน มาเนต อาจประเมินแล้วว่า การพึ่งพามหาอำนาจใหญ่อย่าง “จีน” เพียงพอต่อความมั่นคงของระบอบแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทหรือเกรงใจรัฐบาลไทยอีกต่อไป การปลุกกระแสชาตินิยมด้วยการแข็งกร้าวกับไทย จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความนิยมในประเทศของตนเอง

บทสรุปและจุดยืนล่าสุด (Surin108 Analysis):
ภาพรวมของ MOU ทั้ง 7 ข้อที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นความร่วมมือเพื่อชาติ แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียงปฐมบทของความพยายามในการเอื้อประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง “ตระกูลชินวัตร” และ “ตระกูลฮุน” ซึ่งท้ายที่สุดก็จบลงด้วยความพังพินาศ เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัว นำมาซึ่ง “คลิปเสียงมรณะ” ที่สอยอดีตนายกฯ อุ๊งอิ๊งร่วงจากเก้าอี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ความขัดแย้งบานปลายจนถึงขั้น “ประกาศปิดด่านพรมแดนตลอดแนว” และมีการลดระดับความสัมพันธ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็น “ประเทศอริศัตรู” ข้อตกลงที่สวยหรูและเสียเปรียบเหล่านี้จึงแทบไม่มีความหมายและกลายเป็น “โมฆะ” ไปโดยปริยาย
เมื่อความไว้วางใจพังทลายลง รัฐบาลไทยจึง ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเดินหน้าสานต่อ หรือเคารพ MOU ทั้ง 7 ข้อนี้อีกต่อไป รัฐบาลชุดปัจจุบันควรระงับการดำเนินการ งบประมาณ และความช่วยเหลือทุกมิติที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมดทันที จนกว่าจะสามารถกลับมาเจรจาตกลงกันใหม่ได้ บนเงื่อนไขที่ “ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม และผลประโยชน์แห่งชาติต้องมาก่อนผลประโยชน์ของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง!”

ภาพประกอบจาก : มติชน , ไทยรัฐ , กรุงเทพธุรกิจ, ไทยนิวส์ , ผู้จัดการออนไลน์
Share this content:


