ประชาธิปไตยในวงกับข้าว: ทำไมความ “อร่อย” ของชีวิต จึงต้องปรุงด้วยความ “แตกต่าง”
โดย: Surin108
เคยนั่งมอง “วงกับข้าว” ของครอบครัวใหญ่ในงานบุญที่บ้านเรา แล้วเกิดคำถามขึ้นมาในใจ… บนเสื่อผืนเดียวกัน มีทั้ง แกงส้ม ที่เปรี้ยวจี๊ด มี ต้มจืด ที่รสละมุน มี น้ำพริก ที่เผ็ดร้อน และมี ของหวาน ที่ตัดรสชาติ ถ้าเราบังคับให้ทุกคนต้องกินแต่ “แกงส้ม” อย่างเดียว ทุกมื้อ ทุกวัน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร? หรือถ้าเราบังคับให้แกงทุกถ้วยต้องมีรสชาติเดียวกันหมด โลกนี้คงจืดชืดและขาดสารอาหารน่าดู
น่าแปลกใจไหม? ที่เรายอมรับความหลากหลายบนโต๊ะอาหารได้ เรายอมรับว่าเพื่อนชอบกินเผ็ด ส่วนเราชอบกินหวาน แล้วนั่งกินด้วยกันได้อย่างมีความสุข แต่พอเป็นเรื่อง “ความคิด” หรือ “การเมือง”… เรากลับทนไม่ได้ที่จะเห็นใคร “ชิม” รสชาติที่ต่างไปจากเรา เรากลับอยากจะคว่ำโต๊ะ เพียงเพราะคนข้างๆ ชอบสีที่ไม่เหมือนเรา
วันนี้อยากชวนคุยเรื่อง “ความงามของความแตกต่าง” เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการทำให้คนที่คิดต่างกัน “ยังนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้” โดยไม่ปาช้อนใส่กัน
1. ธรรมชาติสอนว่า: “ความเหมือน” คือความอ่อนแอ
ลองมองดูทุ่งนาบ้านเราก็ได้ ถ้าเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) ปลูกข้าวพันธุ์เดียวเหมือนกันหมดทั้งจังหวัด 100% ดูเผินๆ อาจจะดูสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ควบคุมง่าย แต่ถ้าวันหนึ่งมี “เพลี้ยกระโดด” หรือโรคระบาดที่แพ้ทางข้าวพันธุ์นั้นลงมา… มันจะ “ตายเรียบ” ทั้งจังหวัดทันที ไม่มีเหลือรอดสักต้น
แต่ถ้าเป็น “ป่าธรรมชาติ” หรือ “วนเกษตร” ที่มีความหลากหลาย มีไม้ยางนา ไม้พะยูง พืชสมุนไพร ไม้ผล ปะปนกันไป เวลามีโรคระบาด หรือภัยแล้ง ต้นนี้อาจจะตาย แต่ต้นนั้นจะรอด ต้นโน้นจะช่วยบังแดดให้ต้นเล็ก ความหลากหลายคือ “ภูมิต้านทาน” (Immunity) ของธรรมชาติ
“สังคม” ก็เหมือนกัน ถ้าคนทั้งประเทศคิดเหมือนกันหมด เชื่อผู้นำคนเดียวหมด ไม่มีใครเห็นต่าง ไม่มีใครค้าน สังคมนั้นอาจจะดูสงบเรียบร้อย (เหมือนเกาหลีเหนือ) แต่มัน “เปราะบาง” มาก เพราะถ้าผู้นำคนนั้นพาหลงทาง… เราจะตกเหวกันทั้งประเทศ โดยไม่มีใครดึงใครไว้ทัน
การมี “ฝ่ายค้าน” การมี “คนรุ่นใหม่” ที่ตั้งคำถาม หรือการมี “คนรุ่นเก่า” ที่คอยเตือนสติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “ความวุ่นวาย” แต่มันคือ “ระบบนิเวศทางความคิด” ที่คอยคานอำนาจและอุดรูรั่วให้กันและกัน คนที่คิดต่างจากคุณ ไม่ใช่ศัตรูที่มาทำลายชาติ แต่เขาคือ “กระจก” ที่ช่วยส่องในมุมที่คุณมองไม่เห็น

2. กับดักของคำว่า “เอกภาพ” (Unity) vs “เหมือนกันเปี๊ยบ” (Uniformity)
หลายคนเข้าใจผิดว่า ประชาธิปไตยที่ดี คือทุกคนต้องรักกันกลมเกลียว เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่อง นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย นั่นเรียกว่า “เผด็จการ” หรือ “ลัทธิ”
ประชาธิปไตย (Democracy) ไม่ได้ต้องการ Uniformity (ความเหมือนกันเปี๊ยบ) เหมือนหุ่นยนต์ที่ผลิตจากโรงงาน แต่ประชาธิปไตยต้องการ Unity (ความเป็นหนึ่งเดียวในความต่าง)
ลองจินตนาการถึง “วงดนตรีกันตรึม” ก็ได้ ถ้าทุกคนแย่งกันเป่า “ปี่อ้อ” เหมือนกันหมดทั้งวง… มันจะเพราะไหม? มันคงหนวกหูพิลึก วงดนตรีจะไพเราะได้ ต้องมีคนตีกลอง (ให้จังหวะหนักแน่น) ต้องมีคนสีซอ (ให้เสียงหวานพลิ้ว) ต้องมีคนดีดจะเข้ และมีคนร้อง เครื่องดนตรีแต่ละชิ้น “ทำหน้าที่ต่างกัน” และ “ส่งเสียงต่างกัน” แต่เมื่อมาเล่นรวมกันในจังหวะที่เหมาะสม… มันกลายเป็น “บทเพลงที่งดงาม”
สังคมเราต้องการคนทุกแบบ:
- เราต้องการคนรุ่นใหม่ที่ใจร้อน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (เหมือนเสียงกลอง)
- เราต้องการคนรุ่นใหญ่ที่สุขุม เพื่อคอยประคับประคองไม่ให้รถแหกโค้ง (เหมือนเสียงซอ)
- เราต้องการนักธุรกิจ เพื่อหาเงินเข้าประเทศ
- เราต้องการเอ็นจีโอ เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลาย
ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเลิกชี้หน้าด่าคนอื่นว่า “หนักแผ่นดิน” แต่เราจะเข้าใจว่า เขาแค่กำลังเล่นเครื่องดนตรี “คนละชิ้น” กับเรา เพื่อบรรเลงเพลงเดียวกัน คือเพลงที่ชื่อว่า “ประเทศไทย”
3. บททดสอบที่แท้จริง อยู่ที่ “โต๊ะกินข้าว”
การตะโกนด่ากันใน Facebook หรือ Twitter (X) มันง่าย เพราะเราไม่เห็นหน้ากัน แต่บททดสอบความเป็นประชาธิปไตยที่ยากที่สุด คือ “โต๊ะกินข้าวในบ้าน” นี่แหละ
ในยุคที่ความขัดแย้งรุนแรง หลายครอบครัวแตกแยก พ่อ (เสื้อเหลือง/แดงเดิม) ทะเลาะกับลูก (ด้อมส้ม) จนบ้านแตก เพื่อนที่คบกันมา 20 ปี เลิกคบกันเพราะเชียร์คนละพรรค
คำถามคือ… มันคุ้มเหรอ? ชัยชนะทางการเมือง มันหอมหวานกว่าความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวจริงเหรอ? นโยบายที่เขาหาเสียง (ซึ่งไม่รู้จะทำจริงไหม) มันสำคัญกว่าคนที่คอยเช็ดตัวให้เราตอนป่วยจริงเหรอ?
อยากเสนอแนวคิดใหม่: “เห็นต่าง… แต่ไม่แตกแยก” (Agree to Disagree)
เราสามารถนั่งกินข้าวด้วยกัน โดยที่… พ่อเล่าเรื่องความประทับใจในอดีต ลูกก็นั่งฟังด้วยความเคารพ (แม้จะไม่เห็นด้วยทั้งหมด) ลูกเล่าเรื่องความฝันถึงอนาคตที่เท่าเทียม พ่อก็นั่งฟังด้วยความเอ็นดู (แม้จะแอบห่วงว่ามันสุดโต่งไปไหม)
เราเถียงกันได้ แลกเปลี่ยนกันได้ ด้วยเหตุผลและข้อมูล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์และการประชดประชัน และเมื่อกินข้าวเสร็จ ลุกจากโต๊ะ… “เราก็ยังเป็นพ่อลูกกัน เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”
นั่นแหละ คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบอบประชาธิปไตย คือวันที่ “ความเป็นมนุษย์” สำคัญกว่า “อุดมการณ์”

4. สุรินทร์: ดินแดนแห่งความหลากหลายที่งดงาม
หันกลับมามองบ้านเรา “จังหวัดสุรินทร์” สิ เราคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำว่า “โลกสวยงามเพราะความหลากหลาย”
เรามีคนพูดภาษา เขมร ภาษา ลาว ภาษา กูย และภาษา ไทยโคราช เรามีวัฒนธรรมการแต่งกาย การกินอยู่ ที่ผสมผสานกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ถามว่าคนสุรินทร์เคยทะเลาะกันเพราะพูดคนละภาษาไหม? … ไม่เคย เรากลับภูมิใจด้วยซ้ำว่า นี่คือเสน่ห์ที่หาที่อื่นไม่ได้
ถ้าเราอยู่ร่วมกันได้ในความต่างทางชาติพันธุ์ ทำไมเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ในความต่างทางความคิดทางการเมือง?
บทส่งท้าย: อย่าให้ “สีเสื้อ” มาบดบัง “สีสัน” ของชีวิต
โลกนี้ไม่ได้มีแค่ “ขาว” กับ “ดำ” และไม่ได้มีแค่ “ส้ม” “แดง” หรือ “น้ำเงิน”
โลกนี้เป็นสีรุ้ง เป็นเฉดสี (Spectrum) ที่ไล่ระดับกันไป คนที่คุณเกลียดที่สุด วันหนึ่งเขาอาจจะเป็นคนที่ยื่นมือมาช่วยคุณในวันที่คุณล้ม และพรรคการเมืองที่คุณรักที่สุด วันหนึ่งเขาอาจจะทำในสิ่งที่คุณผิดหวังที่สุดก็ได้
ไม่มีใครถูก 100% และไม่มีใครผิด 100% เลิกตัดสินคนจาก “ป้ายที่เขาแขวนคอ” แต่ให้ตัดสินเขาจาก “การกระทำ” และ “หัวใจ” ของเขา
วันนี้… ลองกลับไปบ้าน ลองวางมือถือลง แล้วตักกับข้าวให้คนที่คุณเคยเถียงด้วย ยิ้มให้เขา แล้วบอกตัวเองว่า… “ขอบคุณนะ ที่คิดไม่เหมือนกัน… เพราะถ้าคิดเหมือนกันหมด โลกนี้คงน่าเบื่อแย่เลย”
มาช่วยกันสร้างสังคมที่ “ใจกว้าง” ไปด้วยกัน ชาวสุรินทร์

#Surin108 #ความหลากหลายคือความงาม #ประชาธิปไตยในวงกับข้าว #เห็นต่างไม่แตกแยก #สุรินทร์ร้อยแปด
ภาพประกอบ โดย JIM
Share this content:


