×

ประชาธิปไตยไม่ใช่การวัด IQ: เลิกด่าคนบ้านนอกว่า “โง่” แล้วลองเปิดใจมอง “ความจริง” ที่หลังกำแพงคอนโดมองไม่เห็น

ประชาธิปไตยไม่ใช่การวัด IQ: เลิกด่าคนบ้านนอกว่า “โง่” แล้วลองเปิดใจมอง “ความจริง” ที่หลังกำแพงคอนโดมองไม่เห็น

โดย: Surin108

หลังฝุ่นตลบจากการเลือกตั้ง สิ่งที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าคะแนนที่พ่ายแพ้หรือชนะ คือวาทกรรมที่ถูกผลิตซ้ำบนโลกออนไลน์อย่างดุเดือด โดยเฉพาะจากกองเชียร์ฝ่าย “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ด้อมส้ม” ที่พุ่งเป้าโจมตีพี่น้องชาวต่างจังหวัด โดยเฉพาะชาวสุรินทร์และคนอีสาน ด้วยคำพูดที่เสียดแทงหัวใจว่า… “โง่” “ขายชาติ” “เห็นแก่เงิน 500 บาท” หรือ “ดักดาน”

เพียงเพราะผลการเลือกตั้งในเขตพื้นที่ ไม่ได้ออกมาเป็นสีส้มอย่างที่พวกเขาคาดหวัง

ในฐานะคนทำงานพื้นที่ ในฐานะลูกหลานคนสุรินทร์ ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ “ดึงสติ” และ “ฉายภาพความจริง” อีกด้านหนึ่งที่ตำราเรียนรัฐศาสตร์ในห้องแอร์อาจจะเขียนไว้ไม่ครอบคลุม เพื่อให้เราเข้าใจคำว่า “บริบท” (Context) ของสังคมไทยอย่างแท้จริง ก่อนที่เราจะผลักไสเพื่อนร่วมชาติให้กลายเป็นศัตรูถาวร

1. ประชาธิปไตย คือ “ความต่าง” ไม่ใช่ “ความถูกต้องสมบูรณ์แบบ”

ก่อนอื่นต้องปรับจูนทัศนคติกันใหม่ครับ “ประชาธิปไตย” ไม่ใช่เครื่องมือวัดความฉลาดทางสติปัญญา (IQ Test) และการกากบาทลงคะแนน ก็ไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบว่า “ถูก” หรือ “ผิด” เพียงข้อเดียว

ประชาธิปไตยคือระบอบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ “ความหลากหลาย” ของมนุษย์ รองรับความต้องการที่แตกต่างกันของคนในสังคม คนหนึ่งอาจเลือกพรรคการเมืองเพราะอุดมการณ์ระดับชาติ แต่อีกคนหนึ่งอาจเลือกเพราะความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น ไม่มีใครผิดครับ ทุกคนเลือกสิ่งที่ “ตอบโจทย์ชีวิต” ของตัวเองที่สุด ณ เวลานั้น

การที่คุณเลือกพรรคก้าวหน้า แล้วชี้หน้าด่าคนที่เลือกพรรคบ้านใหญ่ว่า “โง่”… พฤติกรรมนี้ต่างหากที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” เอาเสียเลย เพราะคุณกำลังเอามาตรฐานความดีความงามของตัวเอง ไปกดทับวิถีชีวิตของคนอื่น

2. กำแพงคอนโด vs รั้วบ้านงานบุญ: สังคมที่ “คนแปลกหน้า” ไม่เข้าใจ

ทำไมคนเมืองกับคนชนบทถึงเลือกต่างกัน? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “การศึกษา” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างทางสังคม”

ในสังคมเมือง (Urban Context): คุณตื่นเช้ามา รีบไปทำงาน เย็นกลับคอนโด ปิดประตูห้องเงียบกริบ คุณอาจจะอยู่คอนโดนี้มา 10 ปี แต่เชื่อไหมว่าคุณอาจจะไม่รู้จักชื่อจริงของคนที่อยู่ห้องข้างๆ เลยด้วยซ้ำ การพูดคุยกันแทบนับประโยคได้ งานบุญงานกุศลเป็นเรื่องปัจเจก งานศพคือการจราจรที่ติดขัด ดังนั้น สิ่งที่คนเมืองโหยหาคือ “ระบบ” (System) คือรถเมล์ที่ดี คือกฎหมายที่เท่าเทียม คือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะคุณอยู่ตัวคนเดียว คุณต้องการระบบมาดูแล

ในสังคมชนบท (Rural Context): บริบทมันต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ… ที่นี่ บ้านเราไม่ได้มีแค่กำแพงกั้น แต่เรามี “สายใย” เชื่อมโยงกันทั้งตำบล เวลามีงานบุญ งานบวช หรือโดยเฉพาะ “งานศพ”… มันไม่ใช่งานส่วนตัว แต่เป็นงานของ “ชุมชน” ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน คนทั้งหมู่บ้าน หรือเผลอๆ คนทั้งตำบล จะมารวมตัวกันเพื่อช่วยงาน หั่นหมู ล้างจาน กางเต็นท์ ความสัมพันธ์มันคือการ “จุนเจือเกื้อหนุน” กันครับ ใครเดือดร้อน เพื่อนบ้านรู้ ใครเจ็บป่วย ผู้ใหญ่บ้านรู้

และ “ส.ส. ในพื้นที่” ก็คือส่วนหนึ่งของกลไกนี้ ในสายตาคนเมือง ส.ส. มีหน้าที่ไปเถียงกันในสภา ออกกฎหมายสวยหรู แต่ในสายตาคนบ้านนอก ส.ส. คือคนที่ “ต้องเห็นหน้า” ในวันที่เขาเดือดร้อน คือคนที่ต้องมางานศพแม่เขา คือคนที่ประสานเตียงโรงพยาบาลให้พ่อเขาได้ คือคนที่ลูกน้องวิ่งเอาน้ำดื่มมาช่วยงานบุญ

คนเมืองอาจมองว่านี่คือ “ระบบอุปถัมภ์” (Patronage System) ที่ล้าหลัง แต่สำหรับคนชนบท นี่คือ “ระบบประกันความเสี่ยงของชีวิต” ที่จับต้องได้จริงที่สุด ในวันที่รัฐสวัสดิการยังไปไม่ถึงหน้าบ้านเขา การเลือกคนที่ “พึ่งพาได้” จึงไม่ใช่เรื่องโง่ แต่เป็น “ความฉลาดในการเอาตัวรอด” ในบริบทที่เขามี

3. คณิตศาสตร์ของคนจน: เงิน 500 บาท มีค่าเท่าไหร่?

มาถึงเรื่องที่เจ็บปวดที่สุด คือวาทกรรม “ขายเสียง” คนรุ่นใหม่ชอบตั้งสมการคณิตศาสตร์มาเยาะเย้ยชาวบ้านว่า:

“รับเงินเขามา 500 บาท หารด้วย 4 ปี (1,460 วัน) ตกวันละ 0.34 บาท… เห็นไหมว่าค่าความเป็นคนของคุณราคาถูกแค่ไหน! โง่จริงๆ ที่เห็นแก่เงินแค่นี้”

ขอโทษนะครับ… นั่นคือคณิตศาสตร์ของคนที่มีกินแล้ว คณิตศาสตร์ของชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ หรือเกษตรกรที่รอฝนฟ้า มันคำนวณแบบนั้นไม่ได้ครับ

สำหรับคนที่ไม่มีจะกิน หรือมีภาระหนี้สินท่วมหัว… เงิน 500 บาท ไม่ได้ถูกหารด้วย 4 ปี แต่มันคือ “มื้อเย็นวันนี้” ที่ลูกจะได้กินอิ่ม มันคือ “ค่ายา” ของแม่ที่กำลังปวดหลัง มันคือ “ค่าปุ๋ย” กระสอบเล็กๆ ที่จะต่อชีวิตต้นข้าวในนา

ชาวบ้านไม่ได้โง่ครับ เขารู้… รู้ดีด้วยว่ารับเงินแล้วบ้านเมืองจะเป็นยังไง แต่ในเมื่อ “นโยบายสวยหรู” ของพรรคเทพๆ มันเป็นเรื่องของอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า (ซึ่งไม่รู้จะทำได้จริงไหม) กับ “เงินสด 500 บาท” หรือ “ปลาทูเข่งใหญ่” ที่อยู่ตรงหน้า ที่แก้ความหิวได้ “เดี๋ยวนี้” มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดครับ การเลือกความอยู่รอดในปัจจุบัน จึงไม่ใช่ความโง่เขลา แต่เป็น “ความจำเป็น” ที่คนนั่งห้องแอร์จิบกาแฟแก้วละ 150 บาท อาจจะไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนั้น

และที่สำคัญ ชาวบ้านหลายคนรับเงินมา แต่เขาก็ไม่ได้กาให้เสมอไป (กระสุนตก แต่คนไม่ตายก็เยอะ) หรือบางคนเขากาให้ ไม่ใช่เพราะเงิน 500 บาทเป็นปัจจัยหลัก แต่เพราะ 500 บาทนั้นมันคือ “น้ำใจ” คือการแสดงออกว่าผู้สมัครคนนี้ “มีน้ำยา” และ “ดูแล” พวกเขาได้ในยามยาก มันเป็นสัญลักษณ์ของความเอื้ออาทรในแบบสังคมตะวันออกครับ

4. ฝากถึง “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ฝ่ายประชาธิปไตย

ผมเขียนบทความนี้ ไม่ได้เพื่อบอกว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องถูกต้อง และไม่ได้บอกว่าระบบอุปถัมภ์คือสิ่งที่ดีเลิศ

ผมเห็นด้วยกับพวกคุณครับว่า ประเทศไทยต้องก้าวไปข้างหน้า เราต้องการรัฐสวัสดิการ เราต้องการความเท่าเทียม เพื่อให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรนี้เสียที

แต่… “วิธีการ” ของพวกคุณในการสื่อสาร มันกำลังทำลายเป้าหมายของตัวคุณเอง

ถ้าคุณอยากชนะใจคนชนบท อยากให้สุรินทร์เปลี่ยนเป็นสีส้ม คุณต้องเลิกมองพวกเขาด้วยสายตาที่ “ดูแคลน” จากบนหอคอยงาช้าง คุณต้องเลิกเอามาตรฐานกรุงเทพฯ ไปตัดสินมาตรฐานทุ่งกุลาร้องไห้ คุณต้องลงมาสัมผัส “ฝุ่น” ที่เท้าพวกเขา เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรัก ส.ส. บ้านใหญ่คนเดิม เข้าใจว่าทำไม “ความกตัญญู” ถึงสำคัญกว่า “อุดมการณ์” ในบางมื้ออาหาร

ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือการ “ใจกว้าง” ครับ ใจกว้างพอที่จะเคารพผลการเลือกตั้ง แม้ว่ามันจะไม่ถูกใจคุณ ใจกว้างพอที่จะไม่ด่าคนที่คิดต่างว่าโง่ และใจกว้างพอที่จะเรียนรู้ว่า “ความจริง” มีหลายชุด และชุดความจริงของคุณ ก็ไม่ได้ถูกต้องที่สุดเสมอไป

วันนี้ พรรคที่คุณเชียร์อาจจะแพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่ถ้าพวกคุณยังเที่ยวชี้หน้าด่าประชาชนฝ่ายตรงข้ามว่าโง่เง่า… พวกคุณจะ “แพ้ในสนามวัฒนธรรม” และไม่มีวันชนะใจคนรากหญ้าได้ตลอดกาล

เลิกด่า แล้วหันมาทำความเข้าใจ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้อมส้ม หรือชาวบ้านร้านตลาด เราก็คือ “คนไทย” ที่ต้องอยู่ร่วมกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน และพัฒนาประเทศนี้ไปด้วยกันครับ

ด้วยความเคารพในทุกสิทธิ์เสียง จากใจคนทำงานการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง

ภาพประกอบ สร้างโดย JIM.

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

You May Have Missed