“กระเสรมูย” : เสียงพิณจากหัวใจที่ถูกสั่งให้เงียบงัน… ตำนานดนตรีเปลือยอกแห่งสุรินทร์ ที่โลกยกย่องแต่บ้านเกิดต้องจำใจลืม
ในท่ามกลางความเจริญที่ถาโถมเข้ามา สุรินทร์บ้านเรายังคงหลงเหลือมรดกทางวัฒนธรรมหลายอย่างให้ภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นเสียงกันตรึมที่เร้าใจ หรือผ้าไหมที่งดงาม แต่ใครจะรู้บ้างว่า… ณ มุมหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่เคยส่งเสียงกังวานขับกล่อมทุ่งกุลาร้องไห้ เครื่องดนตรีที่มีความ “อัศจรรย์” จนชาวต่างชาติต้องทึ่ง แต่กลับต้อง “สาบสูญ” ไปตลอดกาล เพียงเพราะคำจำกัดความของคำว่า “อารยธรรม” ในยุคสมัยหนึ่ง
วันนี้ Surin108 จะขอพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป ขุดคุ้ยเรื่องราวของ “กระเสรมูย” หรือ พิณน้ำเต้า เครื่องดนตรีดึกดำบรรพ์ของชาวสุรินทร์ ที่หายไปจนแทบไม่เหลือแม้แต่ชื่อให้ลูกหลานได้ยิน
กระเสรมูย : พิณสายเดียว…ที่เกี่ยวกระหวัดจิตวิญญาณ
ย้อนกลับไปในสมัยปู่ย่าตายาย ยามว่างจากการทำนา หรือในวงล้อมยามค่ำคืนที่มีการขับร้องเพลงพื้นบ้านอย่าง “เจรียง” ไม่ว่าจะเป็น เจรียงปร๊อบไก (เพลงเกี้ยวพาราสี) เจรียงนอรแก้ว หรือ เจรียงอาไย นอกจากเสียงเป่าใบไม้ที่พริ้วไหวและเสียงปี่ที่โหยหวนแล้ว ยังมีเสียงดนตรีอีกชนิดหนึ่งที่ดังแทรกขึ้นมา
เสียงนั้นแหลมเล็ก กังวานใส และมีความสั่นไหวที่ประหลาดล้ำ… นั่นคือเสียงของ “กระเสรมูย”

บางท่านอาจสงสัยในชื่อเรียก แต่หากแปลความหมายตามภาษาเขมรท้องถิ่นแล้วจะพบความจริงใจของคนโบราณ คำว่า “กระเสร” แปลว่า เชือกหรือสาย ส่วนคำว่า “มูย” แปลว่า หนึ่ง รวมความแล้ว “กระเสรมูย” จึงแปลตรงตัวว่า “เครื่องดนตรีที่มีเชือกเส้นเดียว” (Monochord) ซึ่งตรงตามลักษณะกายภาพเป๊ะๆ
จากภาพบันทึกโบราณ เราจะเห็นโครงสร้างของมันที่มีเพียงคันไม้ สายพิณหนึ่งสาย และ “ผลน้ำเต้าแห้ง” ที่ถูกนำมาตัดครึ่งเพื่อใช้เป็นกล่องเสียง (Resonator) ดูเผินๆ เหมือนของเล่นเด็ก แต่แท้จริงแล้ว นี่คือนวัตกรรมทางเสียงระดับสูงของบรรพบุรุษชาวสุรินทร์
ดนตรี “เปลือยอก” : เมื่อร่างกายมนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเพลง
ความยากและเสน่ห์ของกระเสรมูย ไม่ได้อยู่ที่การดีด แต่อยู่ที่ “วิธีการเล่น” คุณครูพูน สามสี ปราญช์ชาวบ้านและครูเพลงผู้ล่วงลับ เคยเล่าไว้ว่า การจะเล่นกระเสรมูยให้ดังและไพเราะได้นั้น ผู้เล่นต้องทำสิ่งที่คนยุคนี้อาจจะมองว่าแปลกประหลาด นั่นคือ “ต้องถอดเสื้อเล่น”
ทำไมต้องถอดเสื้อ? ไม่ใช่เพราะความหยาบโลน แต่เป็นเรื่องของ “หลักฟิสิกส์ทางเสียง” ที่น่าทึ่ง ผู้เล่นจะต้องนำกะลาน้ำเต้านั้น “ประกบเข้ากับหน้าอกเปลือยเปล่า” ของตนเอง เพื่อใช้โพรงในช่องอกของมนุษย์ทำหน้าที่เป็น “ตู้ขยายเสียง” (Sound Box) ร่วมกับผลน้ำเต้า เทคนิคการขยับกะลาเปิด-ปิดที่หน้าอก จะทำให้เกิดเสียงสะท้อนที่ก้องกังวานและมีมิติเสียงซ้อนทับกัน

เสียงที่เกิดขึ้นนี้ ในทางดนตรีสากลเรียกว่า Overtones (โอเวอร์โทน) หรือ Harmonics ซึ่งเป็นเสียงที่ใสกังวานราวกับแก้ว คล้ายคลึงกับเสียงของ “พิณเปี๊ยะ” ของทางภาคเหนือ (ซึ่งเป็นญาติสนิทที่พัฒนาต่อยอดไปเป็นหลายสาย) นั่นหมายความว่า เสียงของกระเสรมูย ไม่ได้เกิดจากเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “หัวใจ” และ “ลมหายใจ” ของคนเล่นที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องดนตรี
จากสุรินทร์สู่อเมริกา : ความภูมิใจที่โลกตะลึง
ครั้งหนึ่ง เสียงของกระเสรมูยเคยดังไกลไปถึงอีกซีกโลก ท่านอาจารย์กมล เกตุสิริ ปูชนียบุคคลด้านดนตรีของสุรินทร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ว่า เคยมีนักวิชาการดนตรีจากสหรัฐอเมริกา เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อศึกษาเครื่องดนตรีชนิดนี้โดยเฉพาะ
พวกเขาไม่ได้แค่มาดู แต่ได้นำนักดนตรีชาวสุรินทร์บินลัดฟ้าไปสาธิตการบรรเลง “กระเสรมูย” ถึงประเทศสหรัฐอเมริกา วินาทีที่นักดนตรีชาวสุรินทร์ถอดเสื้อ ประกบน้ำเต้าเข้ากับอก และดีดสายพิณ… เสียง Overtones ที่กังวานใส ได้สะกดผู้ฟังชาวต่างชาติจนตกตะลึง ภาพการเล่นพิณน้ำเต้าของคนสุรินทร์ปรากฏหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์ของอเมริกา ได้รับเสียงปรบมือและความชื่นชมอย่างล้นหลามในฐานะ “ภูมิปัญญาทางดนตรีที่น่าอัศจรรย์”
คำสั่งเงียบ : เมื่อ “ความศิวิไลซ์” ฆ่า “จิตวิญญาณ”
แต่แล้ว… ทำไมวันนี้เราถึงไม่ได้ยินเสียงกระเสรมูยอีก? คำตอบนั้นเจ็บปวด และสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่าง “วัฒนธรรมดั้งเดิม” กับ “ค่านิยมสมัยใหม่”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงยุคของ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ความเป็นสากล มีการรณรงค์เรื่องการแต่งกายให้ดู “ศิวิไลซ์” (Civilized) ห้ามกินหมาก ห้ามไม่ใส่เสื้อ และนั่นคือ “คำสั่งประหาร” ของกระเสรมูยโดยไม่รู้ตัว…

ในสายตาของรัฐราชการยุคนั้น การที่ผู้ชายจะมา “ถอดเสื้อโชว์อก” เล่นดนตรีออกสื่อ หรือขึ้นเวทีราชการ ถูกมองว่าเป็นภาพที่ “ไร้อารยธรรม” ป่าเถื่อน และน่าอับอายขายหน้าชาวโลก มีการสั่งห้ามนำเสนอภาพลักษณ์เหล่านี้ออกสื่อ เมื่อ “ห้ามถอดเสื้อ” ก็เท่ากับ “ห้ามเสียงเกิด” เพราะกระเสรมูย… หากใส่เสื้อเล่น เสียงของมันจะอู้อี้ ขาดความกังวาน และสิ้นเสน่ห์ไปในทันที
จากเครื่องดนตรีที่เคยบรรเลงอย่างภาคภูมิใจ ก็ถูกผลักไสให้เหลือพื้นที่เพียงแค่ในรั้วบ้าน หรือในวงเหล้าท้ายหมู่บ้านที่ห่างไกลสายตาเจ้าหน้าที่ คนรุ่นใหม่เริ่มอายที่จะเล่น คนรุ่นเก่าเริ่มล้มหายตายจาก และในที่สุด… เสียงกระเสรมูยก็ค่อยๆ แผ่วลง… แผ่วลง… และเงียบหายไปจากแผ่นดินสุรินทร์อย่างสมบูรณ์
บทส่งท้าย : แด่เสียงที่หายไป
น่าเสียดายเหลือเกินครับ… ที่วันนี้เราทำได้เพียงดูภาพวาดลายเส้นและฟังคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เราสูญเสียเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไป ไม่ใช่เพราะมันล้าสมัย แต่เพราะเราเคยหลงลืมไปว่า “เปลือก” (เสื้อผ้า) ไม่ได้สำคัญไปกว่า “แก่น” (เสียงดนตรี)
วันนี้ Surin108 เขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อฟูมฟายกล่าวโทษอดีต แต่เพื่อ “จารึก” ไว้ให้ลูกหลานสุรินทร์ได้รับรู้ว่า ครั้งหนึ่ง… บรรพบุรุษของเราเคยมีเครื่องดนตรีที่เล่นด้วย “หัวใจ” แนบชิดกับ “อก” มากที่สุดในโลก และเพื่อให้ชื่อของ “กระเสรมูย” ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของเรา… ตลอดไป
เรียบเรียงโดย : Surin108 #กระเสรมูย #พิณน้ำเต้าสุรินทร์ #รากเหง้าสุรินทร์ #ดนตรีที่สาบสูญ #Surin108 #ตำนานเมืองสุรินทร์
ภาพและเรื่องเล่าโดย อ.สุดใจ สะอาดยิ่ง
Share this content:


