สิ้นเสียง “ตุ้มโมง” คือสิ้นลมหายใจแห่งอารยธรรม? : เปิดตำนาน “ดนตรีส่งวิญญาณ” คู่บ้านคู่เมืองสุรินทร์ ที่กำลังแผ่วเบาลงทุกขณะจิต
ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนในงานอวมงคล เสียงหนึ่งที่ชาวสุรินทร์รุ่นปู่ย่าตายายคุ้นเคย คือเสียงทุ้มต่ำกังวานที่ดังเป็นจังหวะเนิบนาบ… “ตุ้ม… โมง… ตุ้ม… โมง…”
เสียงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวโน้ตทางดนตรี แต่มันคือ “สัญญาณ” ที่บอกกล่าวถึงสัจธรรมของชีวิต คือสะพานเสียงที่ทอดยาวเพื่อนำพาดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ให้เดินทางข้ามผ่านวัฏสงสารไปสู่สรวงสวรรค์
นี่คือเรื่องราวของ “วงตุ้มโมง” มรดกทางวัฒนธรรมดนตรีอันเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ของจังหวัดสุรินทร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยดังกึกก้องอยู่ในทุกงานศพ แต่ในวันนี้… เสียงนั้นกำลังแผ่วเบาลง จนน่าใจหายว่า คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ยินมัน

ตุ้มโมง : สุ้มเสียงแห่งความอาลัยของชาวสุรินทร์
หากภาคกลางมีวงปี่พาทย์นางหงส์ไว้ประโคมศพ ชาวสุรินทร์เราก็มีความภาคภูมิใจใน “วงตุ้มโมง” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน คำว่า “ตุ้มโมง” นั้น สันนิษฐานว่ามาจากการเลียนเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นเอกในวง นั่นคือ “ฆ้องหุ่ย” ใบใหญ่ ที่เมื่อตีแล้วจะดังกังวานลึกว่า “โมง…” ตัดกับเสียงกลองที่ดัง “ตุ้ม…” กลายเป็นชื่อเรียกขานที่สั้นกระชับแต่เห็นภาพชัดเจน
วงตุ้มโมงไม่ใช่ดนตรีเพื่อความรื่นเริง แต่มันคือดนตรีแห่ง “พิธีกรรม” องค์ประกอบของวงนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลักที่ขาดไม่ได้ ได้แก่

- ปี่ไน (ปี่สไล) : พระเอกผู้ทำหน้าที่เดินทำนอง เสียงปี่ที่แหลมสูงแต่มีความโหยหวน บาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของผู้ฟัง ทำหน้าที่พรรณนาความโศกเศร้าอาลัยรัก
- ฆ้องราว (จำนวน ๙ ใบ) : นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้วงตุ้มโมงต่างจากวงอื่น ฆ้องขนาดเล็ก 9 ใบที่แขวนเรียงกันบนราวไม้ (เหมือนในภาพประกอบ) ทำหน้าที่ดำเนินทำนองหลักที่ซับซ้อนและไพเราะ
- ฆ้องหุ่ยใบใหญ่ (๑ ใบ) : ผู้คุมจังหวะหนักแน่น ดั่งเสียงหัวใจของวง
- กลองเพลขนาดใหญ่ (๑ ใบ) : กลองใบโตที่ปกติใช้อยู่ในวัด ถูกนำมาใช้เพื่อส่งสัญญาณที่ดังก้องไปไกลถึงสามบ้านแปดบ้าน
ท่วงทำนองส่งวิญญาณ : ความงามในความโศกเศร้า
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของวงตุ้มโมง คือ “ลีลา” และ “จังหวะ” ในขณะที่ดนตรีกันตรึมอาจจะมีจังหวะสนุกสนานเร้าใจ แต่ตุ้มโมงกลับเลือกใช้ท่วงทำนองที่ “ช้า… เนิบนาบ… และวังเวง”
ทำไมต้องวังเวง? คนโบราณเชื่อว่า ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของดวงวิญญาณ ต้องการความสงบ เยือกเย็น ท่วงทำนองที่โหยหวนไม่ได้มีไว้เพื่อตอกย้ำความเสียใจ แต่มีไว้เพื่อกล่อมเกลาจิตใจของญาติมิตรให้สงบลง พิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยง และเป็นการส่งดวงวิญญาณผู้วายชนม์ให้เคลื่อนคล้อยไปสู่สัมปรายภพอย่างนุ่มนวลที่สุด
เพลงที่ใช้บรรเลงในวงตุ้มโมงมีมากกว่า ๑๐ เพลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพลงชั้นครูที่สืบทอดกันมาแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) เพลงที่นิยมและถือเป็น “เพลงครู” ที่ต้องบรรเลง ได้แก่
- เพลงสวายจุมเวือด (ไหว้ครู/บูชาครู): เพลงโหมโรงศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เปิดวง เพื่อเป็นการขอขมาและบูชาครูบาอาจารย์
- เพลงแสรกยุม: เพลงที่มีท่วงทำนองเศร้าสร้อย บีบหัวใจ
- เพลงจันตี และ เพลงฮวงจามปา (หวงจำปา): บทเพลงที่เปรียบเปรยถึงความงามและความพลัดพราก
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน : เสียง “ตุ้มโมง” กำลังถูกกลบด้วยเสียง “ลำโพง”
ในอดีต งานศพของคหบดีหรือผู้เฒ่าผู้แก่ชาวสุรินทร์ จะขาดวงตุ้มโมงไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เมื่อมองดูภาพประกอบที่เราเห็น… ภาพขวาบนและล่าง คือภาพของ “ครูเพลงผู้สูงวัย” ที่ยังคงจับไม้ตีฆ้อง เป่าปี่ ด้วยจิตวิญญาณที่มุ่งมั่น คำถามที่น่าสะเทือนใจคือ… “แล้วคนหนุ่มสาวไปไหน?”

ค่านิยมของเจ้าภาพงานศพเริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การเข้ามาของเครื่องเสียงสมัยใหม่ ไฟเทค หรือดนตรีสังคีตประยุกต์ ทำให้บทบาทของวงตุ้มโมงเริ่มลดน้อยถอยลง บางงานอาจมีการจ้างวงกันตรึมประยุกต์ หรือวงมโหรีพื้นบ้านสุรินทร์มาแทนที่ ซึ่งแม้จะเป็นดนตรีพื้นบ้านเหมือนกัน แต่อารมณ์และความขลังของการ “ส่งวิญญาณ” นั้นแตกต่างจากตุ้มโมงอย่างสิ้นเชิง
วงตุ้มโมง กลายเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จะปรากฏให้เห็นเฉพาะในงานศพของผู้เฒ่าผู้แก่ที่สั่งเสียลูกหลานไว้ หรือในงานอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่านั้น เครื่องดนตรีอย่าง “ฆ้องราว ๙ ใบ” เริ่มถูกเก็บไว้จนฝุ่นจับ ครูเพลงหลายท่านล้มหายตายจากไปพร้อมกับวิชาความรู้ที่ไม่มีใครสืบทอด

ลมหายใจสุดท้าย… ที่เราต้องช่วยกัน “ปั๊มหัวใจ”
ภาพที่ท่านเห็นอยู่นี้ ไม่ใช่แค่ภาพเครื่องดนตรีเก่าคร่ำครึ แต่มันคือ “ลมหายใจรวยริน” ของประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ หากวันหนึ่ง เสียงฆ้องหุ่ยและเสียงปี่ไนของวงตุ้มโมงเงียบไปตลอดกาล… เราจะสูญเสียอะไรไปบ้าง?
เราจะสูญเสีย “ราก” ที่ยึดโยงเราไว้กับบรรพบุรุษ เราจะสูญเสีย “สุนทรียศาสตร์” แห่งความตายที่งดงามและสงบงามแบบฉบับคนสุรินทร์
Surin108 จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ส่งเสียงเรียกร้องไปยังลูกหลานเมืองสุรินทร์ทุกคน ไม่ว่าท่านจะเป็นนักดนตรีรุ่นใหม่ เป็นครูอาจารย์ หรือเป็นเพียงผู้ฟัง
- ช่วยกันฟัง: หากมีโอกาสไปงานศพแล้วเห็นวงตุ้มโมง จงตั้งใจฟัง ซึมซับความไพเราะ และให้กำลังใจครูเพลง
- ช่วยกันจ้าง: หากท่านต้องเป็นเจ้าภาพงานขาว-ดำ อย่าลืมนึกถึงวงตุ้มโมงพื้นบ้าน ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ยืน มีรายได้เลี้ยงชีพ และรักษาลมหายใจของวงดนตรีนี้ไว้
- ช่วยกันแชร์: บอกเล่าเรื่องราวนี้ออกไป ให้โลกรู้ว่า สุรินทร์ไม่ได้มีแค่ช้าง แต่เรามี “ตุ้มโมง” ดนตรีส่งวิญญาณที่ขลังที่สุดแห่งหนึ่งในอีสานใต้
อย่าปล่อยให้เสียง “ตุ้ม… โมง…” เหลือเพียงแค่เสียงในความทรงจำ เพราะวันที่เสียงตุ้มโมงเงียบลง… วันนั้นอาจหมายถึงวันที่จิตวิญญาณดั้งเดิมของชาวสุรินทร์ ได้ตายจากไปอย่างแท้จริง
มาร่วมกันต่อลมหายใจ ให้มรดกแผ่นดินชิ้นนี้ ยังคงดังกังวานคู่เมืองสุรินทร์สืบไป.
เรียบเรียงโดย : Surin108 #วงตุ้มโมง #ดนตรีงานศพสุรินทร์ #ของดีเมืองสุรินทร์ #อนุรักษ์วัฒนธรรม #Surin108 #ตุ้มโมง #สวายจุมเวือด
ภาพประกอบ และคำบอกเล่า โดย อ.สุดใจ สะอาดยิ่ง
Share this content:


