ไขข้อข้องใจ เงินว่างงานประกันสังคมปี 2569 ทำไมแต่ละงวดไม่เท่ากัน งวดแรกได้น้อย พร้อมวิธีคำนวณสิทธิ
ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ว่างงานจากการลาออกหรือถูกเลิกจ้างจำนวนมากเกิดความกังวลใจ หลังพบว่าเงินชดเชยกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคมที่โอนเข้าบัญชีในแต่ละงวดมียอดไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเงินในงวดแรกที่มักได้รับเพียงหลักร้อยหรือน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้จนเข้าใจผิดว่าถูกหักเงินหรือได้รับสิทธิไม่ครบถ้วน ซึ่งแท้จริงแล้วระบบการจ่ายเงินไม่ได้จ่ายเป็นยอดคงที่แบบเงินเดือน แต่คำนวณจ่ายตามจำนวนวันที่มีสิทธิจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ทำความเข้าใจระบบคำนวณ ทำไมเงินว่างงานแต่ละงวดจึงไม่เท่ากันและงวดแรกได้น้อย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินทดแทนกรณีว่างงานของผู้ประกันตนในแต่ละงวดมีจำนวนเงินไม่เท่ากัน เกิดจากระบบของสำนักงานประกันสังคมจะคำนวณจ่ายเงินตามจำนวนวันที่เกิดสิทธิจริง โดยอ้างอิงจากวันที่ขึ้นทะเบียนว่างงานและรอบการรายงานตัวในแต่ละครั้ง ไม่ได้เหมาจ่ายเป็นรายเดือนเท่ากันทุกงวด
การตัดจ่ายเงินในแต่ละงวดแบ่งออกเป็นรอบอย่างชัดเจน ดังนี้
- งวดแรก: เป็นการคำนวณจ่ายเงินตั้งแต่วันที่เริ่มมีสิทธิไปจนถึงวันที่รายงานตัวหรือวันที่ขึ้นทะเบียน
- งวดต่อไป: เป็นการคำนวณจ่ายเงินต่อเนื่องจากวันที่รายงานตัวในรอบก่อนหน้าไปจนถึงวันสิ้นเดือน
ด้วยรูปแบบการคำนวณดังกล่าว หากในงวดแรกระบบประมวลผลแล้วพบว่ามีสิทธิจำนวนกี่วัน ผู้ประกันตนก็จะได้รับเงินชดเชยตามจำนวนวันจริงเท่านั้น เช่น หากคำนวณได้เพียง 1 วัน ก็จะได้รับเงินสำหรับ 1 วันก่อน ส่วนจำนวนวันที่เหลือจะถูกนำไปคำนวณและโอนเข้าบัญชีในรอบถัดไป ทำให้บางครั้งในเดือนเดียวกันอาจมีเงินโอนเข้ามามากกว่า 1 ครั้ง และแต่ละครั้งมียอดเงินที่แตกต่างกัน
สำหรับเหตุผลที่เงินงวดแรกมักได้น้อยจนน่าตกใจนั้น เนื่องจากตามระเบียบประกันสังคม ผู้ที่ขึ้นทะเบียนว่างงานภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน จะเริ่มได้รับสิทธิเงินทดแทนตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงานเป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่า ช่วง 7 วันแรกของการว่างงานจะไม่ถูกนำมาคำนวณเงินทดแทน เมื่อถึงวันที่เริ่มเกิดสิทธิ หากผู้ประกันตนขึ้นทะเบียนหรือระบบตัดยอดจ่ายในวันนั้นพอดี งวดแรกจึงอาจได้รับเงินคำนวณเพียงแค่วันเดียว ทำให้ยอดเงินออกมาเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น
ตัวอย่างการนับวันเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน สมมติว่าผู้ประกันตนออกจากงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ช่วงวันที่ 1 ถึง 7 กรกฎาคม จะเป็น 7 วันแรกที่ยังไม่นำมาคำนวณ และเริ่มเกิดสิทธิรับเงินตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม หากมีการขึ้นทะเบียนหรือระบบตัดจ่ายในวันที่ 8 กรกฎาคม เงินงวดแรกจะคำนวณจ่ายเพียง 1 วัน คือวันที่ 8 กรกฎาคม ส่วนสิทธิตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคมเป็นต้นไปจะยกไปคำนวณในรอบถัดไป แต่หากไปขึ้นทะเบียนในวันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งยังไม่เกิน 30 วัน เงินงวดแรกจะคำนวณย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 10 กรกฎาคม รวมเป็น 3 วัน ส่วนวันที่ 11 ถึง 31 กรกฎาคม จะได้รับในรอบถัดไป จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเงินงวดแรกของแต่ละบุคคลจึงได้ไม่เท่ากัน แม้จะมีฐานค่าจ้างเท่ากันก็ตาม
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ ฐานค่าจ้างใหม่ปี 2569 และวิธีคำนวณเงินว่างงาน
ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานจากกองทุนประกันสังคม จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่
- เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33
- จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน
- มีระยะเวลาว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป
- มีอายุไม่เกิน 55 ปี และไม่เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
- ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานผ่านระบบเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน พร้อมทั้งรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
- มีความพร้อมที่จะทำงานและไม่ปฏิเสธการฝึกงาน
- ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง ต้องไม่ใช่การเลิกจ้างเนื่องจากการกระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
สำหรับสูตรการคำนวณเงินชดเชยว่างงาน คิดเป็นรายวันตามสูตรคือ (ฐานค่าจ้าง x อัตราเงินทดแทน) ÷ 30 x จำนวนวันที่มีสิทธิ ทั้งนี้ ในช่วงปี 2569 ถึง 2571 ฐานค่าจ้างสูงสุดของผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใช้คำนวณเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ได้ปรับเพิ่มจากเดิมเดือนละ 15,000 บาท เป็นเดือนละ 17,500 บาท ดังนั้น ผู้ที่มีเงินเดือนสูงกว่า 17,500 บาท จะถูกนำฐานสูงสุด 17,500 บาทมาใช้คำนวณ
อัตราเงินทดแทนและการจ่ายเงินแบ่งตามกรณี ดังนี้
- กรณีถูกเลิกจ้าง: ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 60% ของค่าจ้างเฉลี่ย ได้รับสูงสุดไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน หากคิดบนฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท จะคิดเป็นเงินเดือนละ 10,500 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 350 บาท (10,500 ÷ 30) ถ้างวดแรกคำนวณสิทธิได้ 10 วัน จะได้รับ 3,500 บาท งวดถัดไปที่มีสิทธิครบ 30 วัน จะได้รับ 10,500 บาท และหากได้รับครบสิทธิ 180 วัน จะได้รับเงินรวมสูงสุด 63,000 บาท
- กรณีลาออกเองหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง: ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย ได้รับสูงสุดไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน บนฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินเดือนละ 5,250 บาท หรือเฉลี่ยวันละ 175 บาท (5,250 ÷ 30) หากงวดแรกมีสิทธิ 10 วัน จะได้รับ 1,750 บาท งวดถัดไปที่มีสิทธิครบ 30 วัน จะได้รับ 5,250 บาท และหากได้รับครบสิทธิ 90 วัน จะได้รับเงินรวมสูงสุด 15,750 บาท
เงื่อนไขเวลาการขึ้นทะเบียน และระยะเวลาการโอนเงินเข้าบัญชี
ระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนว่างงานถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาสิทธิประโยชน์ โดยผู้ประกันตนควรขึ้นทะเบียนว่างงานภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน เพื่อให้ได้รับสิทธิย้อนหลังเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน หากไปขึ้นทะเบียนล่าช้าเกินกว่า 30 วัน จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลังในวันที่ 8 แต่จะเริ่มนับสิทธิรับเงินตั้งแต่วันที่ไปขึ้นทะเบียนจริง ทำให้เสียสิทธิเงินชดเชยในช่วงวันก่อนหน้านั้นไปอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างเช่น ลาออกจากงานวันที่ 1 มิถุนายน แต่ไปขึ้นทะเบียนวันที่ 10 กรกฎาคม งวดแรกจะได้เงินเพียง 1 วันคือนับเฉพาะวันที่ 10 กรกฎาคม และงวดถัดไปจึงได้ 21 วันนับจากวันที่ 11 ถึง 31 กรกฎาคม
ในส่วนของระยะเวลาการโอนเงิน สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 5 วันทำการตามรอบการจ่าย หลังจากตรวจสอบและอนุมัติข้อมูลเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี วันที่เงินเข้าบัญชีจริงอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของข้อมูลเอกสาร สถานะการแจ้งออกจากงานของนายจ้าง การรายงานตัวตามกำหนด วันหยุดราชการ รวมถึงขั้นตอนการประมวลผลของระบบ
ดังนั้น หากผู้ประกันตนพบว่างวดแรกได้รับเงินน้อย หรือยอดเงินแต่ละงวดไม่เท่ากัน ไม่ต้องกังวลว่าเงินสูญหายหรือถูกหัก แนะนำให้รอการโอนเงินให้ครบตามรอบการจ่าย แล้วนำยอดเงินทุกงวดมารวมกันเพื่อตรวจสอบกับจำนวนวันที่มีสิทธิจริง แต่หากพบว่าเงินไม่เข้าบัญชีเป็นเวลานานผิดปกติ หรือรวมยอดเงินแล้วได้ไม่ครบตามสิทธิที่ควรได้รับ สามารถติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อขอตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที
Share this content: