สุรินทร์เปิดอบรมเลี้ยงไหมโครงการพันล้านแก้จน ชี้ผลิตเส้นไหมได้แค่ 3% เร่งหนุนเกษตรกรลดพึ่งพานอกพื้นที่
จังหวัดสุรินทร์เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผ่านโครงการสำคัญ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเพิ่มศักยภาพการเลี้ยงไหมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไหมพันล้านแก้จนคนสุรินทร์ มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตรังไหมและเส้นไหมที่มีคุณภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องรัตนสุวรรณ โรงแรมทองธารินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกรตามหลักสูตรเพิ่มศักยภาพการเลี้ยงไหมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมฯ และมี นายโสภณ ยอดพรหม ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง
เผยยอดขายผ้าไหมพุ่ง 2.9 พันล้าน แต่ผลิตเส้นไหมได้เพียง 2-3% ต้องซื้อนอกปีละพันล้าน
นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตผ้าไหมในพื้นที่ว่า จังหวัดสุรินทร์ถือเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในระดับประเทศ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลเชิงสถิติชี้ให้เห็นว่าสุรินทร์มีหมู่บ้านที่มีการประกอบอาชีพทอผ้าไหมมากถึงร้อยละ 67.95 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 2,128 หมู่บ้าน ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่ผูกพันกับชุมชนอย่างเหนียวแน่น โดยในปีที่ผ่านมา จังหวัดสุรินทร์สามารถสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหมได้สูงกว่า 2,900 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังคงมีทิศทางเติบโตและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของตลาดผ้าไหมจะมีมูลค่ามหาศาล แต่ปัญหาสำคัญที่เกษตรกรและกลุ่มผู้ทอผ้าไหมส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาการสั่งซื้อเส้นไหมจากภายนอกจังหวัด เนื่องจากกำลังการผลิตเส้นไหมภายในจังหวัดสุรินทร์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน โดยสามารถผลิตได้เพียงประมาณร้อยละ 2-3 ของปริมาณการใช้ทั้งหมดเท่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกไปยังภายนอกจังหวัดเพื่อจัดซื้อเส้นไหม คิดเป็นมูลค่าสูงไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
จากข้อจำกัดและปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว จังหวัดสุรินทร์จึงมองเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่หันมาเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนและขยายกำลังการเลี้ยงไหมอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มผลผลิตรังไหมและเส้นไหมภายในท้องถิ่นให้เพียงพอ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบในการทอผ้าไหมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและเพิ่มรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกรและประชาชนในจังหวัด จังหวัดจึงได้สนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ จัดทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมสร้างทักษะอาชีพให้แก่เกษตรกร สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ศูนย์หม่อนไหมฯ พร้อมหนุนปัจจัยการผลิตครบวงจร ยกระดับสู่มาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน
ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม จังหวัดสุรินทร์ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องเกษตรกรให้ร่วมกันขยายพื้นที่ปลูกหม่อนและยกระดับการเลี้ยงไหมให้มากขึ้น เพื่อสร้างแหล่งรายได้เสริมและผลผลิตที่มั่นคงให้แก่ครอบครัว โดยทางภาครัฐมีความพร้อมในการดูแลและสนับสนุนในทุกมิติของการผลิต
ทั้งนี้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ สังกัดกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมความพร้อมในการให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย:
- การสนับสนุนพันธุ์พืชและพันธุ์ไหม: มีการจัดเตรียมและสนับสนุนพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมที่มีคุณภาพ รวมถึงพันธุ์ไม้ย้อมสีธรรมชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตที่พร้อมและเหมาะสม
- การถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้: เสริมสร้างความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของรังไหมและเส้นไหม
- กระบวนการย้อมสีที่ปลอดภัย: ให้คำแนะนำและองค์ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีเส้นไหม ทั้งการใช้สีเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย และการย้อมด้วยสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การยกระดับมาตรฐานสินค้า: ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน เพื่อรับประกันคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชิ้นงาน
น้อมนำหลัก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้เน้นย้ำและให้โอวาทแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมรับการฝึกอบรม โดยขอให้นำเอาองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับจากวิทยากรไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและส่วนรวม พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำให้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นหลักชัยและทิศทางในการพัฒนาอาชีพด้านหม่อนไหมของจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้
ประการแรก คือ “สืบสาน” มุ่งเน้นการสืบสานการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่า โดยเฉพาะการอนุรักษ์ลวดลายที่มีอัตลักษณ์ดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสุรินทร์ให้คงอยู่ต่อไป
ประการที่สอง คือ “รักษา” การร่วมมือกันธำรงรักษาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและองค์ความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าและภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง
ประการที่สาม คือ “ต่อยอด” การไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะ พัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น และยกระดับผลผลิตให้มีมาตรฐานคุณภาพสู่ระดับสากล เพื่อเป็นสะพานเชื่อมสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มพูนให้แก่ครอบครัวและชุมชน
การส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการต่อยอดอาชีพดั้งเดิมของพี่น้องชาวสุรินทร์ให้สามารถสร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเท่านั้น แต่ยังถือเป็นฟันเฟืองและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับระบบเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสุรินทร์ให้มีความมั่นคง เข้มแข็ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
Share this content: