มีผลบังคับใช้แล้ว! รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรฉบับใหม่ 2569 เพิ่มเงินชดเชยนาข้าว-พืชไร่สะท้อนต้นทุนจริง

มีผลบังคับใช้แล้ว! รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรฉบับใหม่ 2569 เพิ่มเงินชดเชยนาข้าว-พืชไร่สะท้อนต้นทุนจริง

มีผลบังคับใช้แล้ว! รัฐปรับเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรฉบับใหม่ 2569 เพิ่มเงินชดเชยนาข้าว-พืชไร่สะท้อนต้นทุนจริง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศบังคับใช้ “หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569” อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมปี 2564 มุ่งยกระดับการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยธรรมชาติต่าง ๆ ทั่วประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตจริงในปัจจุบัน

เปิดอัตราจ่ายเงินชดเชยฉบับใหม่ ปรับเพิ่มชัดเจนทุกหมวดพืช

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดสาระสำคัญของการปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้ว่า การปรับเกณฑ์เยียวยาด้านการเกษตรเป็นการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว โดยกำหนดการให้ความช่วยเหลือตามเกณฑ์ใหม่ในอัตราเงินช่วยเหลือรายไร่ สูงสุดไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ซึ่งมีการปรับวงเงินเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มพืชอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับอัตราเงินชดเชยในกรณีที่พื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายสิ้นเชิง มีรายละเอียดการปรับเปลี่ยนประกอบด้วย

  • นาข้าวเสียหายสิ้นเชิง: ปรับเพิ่มจากอัตราเดิม 1,340 บาทต่อไร่ เป็นอัตราใหม่ 2,340 บาทต่อไร่ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการทำนาที่ปรับสูงขึ้น
  • พืชไร่และพืชผักเสียหายสิ้นเชิง: ปรับเพิ่มจากอัตราเดิม 1,980 บาทต่อไร่ เป็นอัตราใหม่ 3,480 บาทต่อไร่ ครอบคลุมพืชล้มลุกและพืชหมุนเวียนที่เสียหายหนักจากน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ
  • ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ เสียหายสิ้นเชิง: ปรับเพิ่มจากอัตราเดิม 4,048 บาทต่อไร่ เป็นอัตราใหม่ 6,800 บาทต่อไร่ เพื่อรองรับต้นทุนความเสียหายของพืชเศรษฐกิจระยะยาว

นอกจากนี้ ในเกณฑ์ใหม่ยังได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกรณีเพื่อดูแลฟื้นฟูผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การช่วยเหลือสำหรับ ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นที่ชะงักการเจริญเติบโตแต่ยังสามารถฟื้นฟูได้ ในอัตรา 3,600 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีงบประมาณในการบำรุงรักษาต้นไม้ให้กลับมาให้ผลผลิตได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน สำหรับแปลงเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากดินโคลนถล่มหรือตะกอนดินทับถม ยังมีการกำหนด ค่าขุดลอกดิน โคลน และซากวัสดุทับถม จนไม่สามารถใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ และเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือได้ โดยให้ความช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 5 ไร่ ซึ่งได้ปรับเพิ่มจากเดิมที่จ่ายไม่เกิน 7,000 บาทต่อไร่ ขึ้นเป็น 16,000 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับปรุงฟื้นฟูหน้าดินให้กลับมาพร้อมทำการเกษตรได้ใหม่

สะท้อนต้นทุนการผลิตจริง เช็กเงื่อนไขสำคัญก่อนรับสิทธิ์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงเกณฑ์การชดเชยเยียวยาครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของเกษตรกรในปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากอัตราเดิมตามเกณฑ์ปี 2564 ไม่สอดรับกับค่าใช้จ่ายด้านปัจแรงการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิ์ความช่วยเหลือตามเกณฑ์ใหม่ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

เงื่อนไขสำคัญประการแรกคือ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือดำเนินการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรให้เรียบร้อยก่อนเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ หากไม่มีชื่อในระบบหรือไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลก่อนเกิดภัย จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ขอรับเงินช่วยเหลือได้

เงื่อนไขประการที่สองคือ พื้นที่ความเสียหายทางการเกษตรแปลงดังกล่าว จะต้องได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากผู้ว่าราชการจังหวัด จึงจะเข้าสู่เกณฑ์การพิจารณาจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือตามขั้นตอนของระเบียบราชการได้

ขั้นตอนยื่นขอรับเงินเยียวยา กษ 01 โอนตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.

เพื่อความถูกต้อง รวดเร็ว และโปร่งใสในการดำเนินการ รัฐบาลได้วางแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยไว้อย่างชัดเจน โดยเมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติขึ้นในพื้นที่และมีการประกาศเขตภัยพิบัติ เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 ยื่นแบบคำร้อง: ให้เกษตรกรเดินทางไปยื่นแบบ กษ 01 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่แปลงเกษตรตั้งอยู่ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือและรายงานความเสียหายเบื้องต้น
  • ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบและลงพื้นที่: เจ้าหน้าที่จะเข้าสู่กระบวนการสำรวจพื้นที่ความเสียหายจริง พร้อมทั้งจัดกระบวนการร่วมประชาคมในระดับพื้นที่ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องร่วมกับชุมชนและตัวแทนเกษตรกร
  • ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบสิทธิ์และโอนเงิน: เมื่อผ่านกระบวนการรับรองและกลั่นกรองตามระเบียบแล้ว จะมีการดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือตรงเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ของเกษตรกรรายที่ได้ยื่นคำร้องไว้โดยตรง

กระบวนการจ่ายเงินตรงเข้าบัญชี ธ.ก.ส. ดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญเพื่อตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ป้องกันข้อผิดพลาด และสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ให้เกษตรกรได้รับเงินเยียวยาถึงมือโดยตรงอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นแบบ กษ 01 ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

Previous post

จ.สุรินทร์ จัดกิจกรรมสภากาแฟ ประจำเดือนกันยายน 2569 สานพลังภาครัฐ-เอกชน ร่วมพัฒนาจังหวัด

Next post

ปมซากสัตว์ป่าคุ้มครองสะเทือนวงการกันตรึมสุรินทร์ ช่างเครื่องดนตรีถูกจับ หวั่นกระทบมรดกวัฒนธรรมอีสานใต้

You May Have Missed