×

เมื่อ “ผู้แพ้” ไม่ได้หมายความแค่ “คะแนนน้อยกว่า”: บทวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน และคำถามที่ดังกว่าผลเลือกตั้ง

เมื่อ “ผู้แพ้” ไม่ได้หมายความแค่ “คะแนนน้อยกว่า”: บทวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน และคำถามที่ดังกว่าผลเลือกตั้ง

โดย: Surin108

การที่พรรคประชาชนไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “แพ้” หรือ “ชนะ” ในเชิงตัวเลข แต่ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนภาพบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันคือภาพสะท้อนของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเมืองไทย และคำถามตัวโตๆ ต่อความเป็นธรรมของกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อชี้ว่าความพ่ายแพ้คือหลักฐานของการโกงโดยอัตโนมัติ การกล่าวหาว่าทุจริตจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรปิดกั้นการตั้งคำถาม เพราะหัวใจของประชาธิปไตยคือการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งนั้นมีอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า

ประเด็นสำคัญที่สังคมควรขบคิด จึงไม่ใช่แค่ “ใครโกง” แต่คือ “ระบบที่เราใช้อยู่ เอื้อต่อความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่?”

1. โครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นกลาง: เกมที่รู้ผลก่อนเป่านกหวีด?

ปัญหาของการเมืองไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ “โครงสร้างอำนาจ” ที่ถูกวางระบบไว้ก่อนถึงวันนั้น กติกาการเลือกตั้ง การตีความกฎหมาย การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ชวนสงสัย หรือการกำกับดูแลพรรคการเมือง ล้วนมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน

คำถามที่ต้องถามให้ดังคือ กติกาถูกออกแบบมาให้ทุกฝ่ายแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมจริงหรือไม่? หรือกลไกบางอย่างถูกฝัง (Embedded) ไว้ในระบบ เพื่อให้บางฝ่ายได้เปรียบเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นลม?

ถ้าระบบไม่มีความสมดุลมาตั้งแต่แรก ต่อให้การนับคะแนนในคูหาจะถูกต้องตรงตามตัวเลขทุกประการ ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังคงสะท้อนความ “ไม่สมดุลเชิงอำนาจ” อยู่ดี เปรียบเสมือนการวิ่งแข่งที่ฝ่ายหนึ่งต้องแบกน้ำหนัก ในขณะที่อีกฝ่ายวิ่งตัวเปล่า แม้กรรมการจะตัดสินตามเส้นชัย แต่ความยุติธรรมของเกมนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

2. กกต. และวิกฤตศรัทธา: ความโปร่งใสที่ต้อง “พิสูจน์ได้”

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่แค่ “ออแกไนเซอร์” ผู้จัดการเลือกตั้ง แต่สถานะที่แท้จริงคือ “ผู้พิทักษ์ความชอบธรรม” ของระบอบประชาธิปไตย หากประชาชนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถาม สิ่งที่องค์กรอิสระควรทำไม่ใช่การตั้งป้อมปกป้องตนเองด้วยถ้อยคำทางกฎหมาย หรือขู่ฟ้องร้องประชาชน

แต่ต้องแสดงความโปร่งใสเชิงรุก (Proactive Transparency) เช่น:

  • เปิดเผยข้อมูลดิบ (Raw Data) อย่างครบถ้วน ทันที และอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย (Machine Readable)
  • อธิบายข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ตอบเลี่ยงบาลี
  • เปิดพื้นที่ตรวจสอบ ให้ภาคประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ความโปร่งใสในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การบอกว่า “ฉันทำถูกต้อง” แต่ต้อง “พิสูจน์ให้เห็นว่าถูกต้อง” (Justice must not only be done, but must also be seen to be done) หากกระบวนการสื่อสารยังคลุมเครือ ความคลางแคลงใจย่อมขยายตัว และนั่นคือความล้มเหลวเชิงความเชื่อมั่น ซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่าความผิดพลาดทางเทคนิคเสียอีก

3. การนับคะแนนใหม่: สิทธิอันชอบธรรม หรือการพาลของคนแพ้?

การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ หรือตรวจสอบผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่การ “ล้มล้างการปกครอง” แต่นี่คือกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย หากมีข้อพิรุธที่ตรวจสอบได้ สังคมก็ควรสนับสนุนให้มีการพิสูจน์ความจริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือการปลุกกระแสโดยไม่มีข้อมูลรองรับ เพราะจะกลายเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม (Undermining the System) ให้พังทลายลงโดยใช่เหตุ

แต่ถึงกระนั้น ภาระในการสร้างความชัดเจนไม่ได้อยู่ที่ผู้ตั้งคำถามเพียงฝ่ายเดียว รัฐและองค์กรจัดการเลือกตั้งนั่นแหละ ที่มีหน้าที่ทำให้กระบวนการโปร่งใสจน “ข้อสงสัยลดลงไปเอง” โดยที่ประชาชนไม่ต้องออกมากดดัน หากระบบดีจริง คำถามจะน้อยลงเองโดยธรรมชาติ

4. บทเรียนของผู้แพ้: การเมืองคือ “ศาสตร์แห่งความเป็นจริง”

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชน (หรือพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอื่นๆ) ก็ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า การเมืองไม่ใช่สนามของ “อุดมการณ์” เพียงอย่างเดียว แต่คือสนามของ “การจัดตั้งองค์กร” (Organization), การเข้าถึงพื้นที่ (Ground Game), การสร้างพันธมิตร และการอ่านเกมโครงสร้างอำนาจให้ขาด

ความพ่ายแพ้อาจไม่ได้มาจากความไม่เป็นธรรมของระบบเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจาก “ข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์” ของพรรคเองด้วย การทำสงครามอากาศ (โซเชียลมีเดีย) อาจสร้างกระแสได้ แต่สงครามภาคพื้นดิน (หัวคะแนนธรรมชาติ/บ้านใหญ่) คือสิ่งที่เปลี่ยนคะแนนเสียงให้เป็นที่นั่งในสภา

หากต้องการเติบโตในระยะยาว การวิจารณ์ตัวเอง (Self-Criticism) สำคัญพอๆ กับการตั้งคำถามต่อโครงสร้างภายนอก


บทสรุป

ไม่ได้รีบเชื่อว่ามีการโกง แต่ก็ไม่โลกสวยพอที่จะเชื่อว่าระบบปัจจุบันไร้ปัญหา ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่การนับคะแนนผิด แต่อยู่ที่ “ต้นทุนความไว้วางใจ” (Trust Capital) ต่อระบบที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ประชาธิปไตยที่แข็งแรงและยั่งยืน ต้องมี 3 สิ่งประกอบกัน:

  1. กติกาที่เป็นธรรม (Fair Rules)
  2. องค์กรอิสระที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ (Accountable Institutions)
  3. วัฒนธรรมการเมืองที่รับผิดชอบ (Responsible Culture) – ผู้แพ้ยอมรับผลที่ตรวจสอบแล้ว และผู้ชนะพร้อมให้ตรวจสอบทุกเมื่อ

หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง วงจรความขัดแย้งก็จะวนกลับมาฉายซ้ำเสมอ

คำถามสำคัญของวันนี้ จึงไม่ใช่ว่า “พรรคประชาชนควรได้นั่งอันดับหนึ่งหรือไม่” แต่คือ “ระบบการเลือกตั้งของไทย ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นใน ‘หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง’ ของพวกเขาได้มากพอหรือยัง?” และตราบใดที่คำตอบยังไม่ชัดเจน… การตั้งคำถามก็จะไม่หายไป

(ปล. ผู้เขียนไม่ได้เชียร์พรรคประชาชน แต่เชียร์ความถูกต้องและความเป็นธรรมของระบบ)

ภาพประกอบ โดย JIM.

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

You May Have Missed