บทความสะท้อนสังคม: “ต้องรอให้เป็นศพก่อนหรือ?” เสียงกรีดร้องเงียบๆ จากเด็กหญิงวัย 13 เมื่อ ‘พ่อ’ คือฝันร้าย และกฎหมายคือความว่างเปล่า
ในซอกหลืบของสังคมชนบทที่เรามักมองว่าสงบสุข ยังมีเรื่องราวที่บีบหัวใจซุกซ่อนอยู่หลังประตูบ้าน เรื่องราวของ “เด็กหญิงวัย 13 ปี” คนหนึ่งในอำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่ทักข้อความมาหาเพจท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อขอของแจก ไม่ใช่เพื่อเล่าเรื่องสนุกตามประสาวัยรุ่น แต่ทักมาเพื่อ “ขอชีวิต”
นี่คือโศกนาฏกรรมของสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว และระบบคุ้มครองที่อ่อนแอ จนปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับปีศาจในคราบคนในครอบครัวเพียงลำพัง

เมื่อ “บ้าน” ไม่ใช่ที่ปลอดภัย ชะตากรรมของหนูน้อยคนนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งของผู้ใหญ่ ความเกลียดชังของ “ตา-ยาย” ที่มีต่อพ่อเลี้ยง (ซึ่งเป็นคนดีและดูแลครอบครัว) บีบคั้นจนแม่ต้องหอบน้องคนเล็กหนีไป ทิ้งให้เด็กหญิงวัย 13 ต้องอยู่บ้านเพียงลำพังกับสุนัขคู่ใจ โดยมีแม่คอยแวะเวียนมาส่งข้าวส่งน้ำ
แต่ฝันร้ายที่แท้จริงเริ่มขึ้น เมื่อตาและยาย ผู้ซึ่งควรจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร กลับเป็นคนเปิดประตูรับ “พ่อแท้ๆ” ที่ทิ้งลูกไปนานกว่า 13 ปี ให้กลับเข้ามาในบ้าน เพียงเพราะทิฐิที่อยากประชดแม่เด็ก
“พ่อ” ที่แปลว่า “ภัยคุกคาม” พ่อคนนี้กลับมาพร้อมกับประวัติอาชญากรรมโชกโชน เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น ญาติพี่น้องฝ่ายพ่อเองยังต้องกราบพระหนีตายเพราะพฤติกรรมความรุนแรง และสิ่งที่เด็กหญิงหวาดกลัวที่สุดก็ปรากฏชัด… “อุปกรณ์การเสพยา”

เด็กหญิงวัย 13 ต้องใช้ชีวิตร่วมชายคากับชายแปลกหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ ชายที่ขู่ฆ่าแม่ของเธอ ชายที่เสพยาบ้า และชายที่ไม่มีใครในโลกต้องการ
ความล้มเหลวของระบบ: “ต้องรอให้มีเหตุก่อน” สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การกระทำของคนเสพยา แต่คือคำตอบจาก “คนปกติ” ที่รายล้อมเธอ
- ตายาย: ปัดความรับผิดชอบด้วยประโยคที่ว่า “มึงก็ไปบอกมันเองสิ กูจะกล้าไปพูดเหรอ” ทั้งที่เป็นคนชักศึกเข้าบ้าน
- ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์: คำตอบจากลุงที่เป็นตำรวจ สะท้อนความอ่อนแอของกฎหมายไทยได้อย่างน่าใจหาย “แค่ตรวจฉี่ม่วง เอาเข้าคุกไม่ได้ กฎหมายมันอ่อน นอกจากมันจะคลั่ง หรือทำร้าย-ฆ่า ถึงจะเอาผิดได้”
คำถามที่ดังก้องในใจเด็กหญิง และดังสะท้อนมาถึงสังคมคือ… “ยาบ้าไม่ใช่ยาพารา ที่คลั่งแล้วจะเลือกได้ว่าจะแค่ตีหรือจะฆ่า… หนูต้องทนให้เขาทำร้ายหนูก่อนใช่ไหม ถึงจะมีคนช่วย?”
บทสรุปที่ “ควรจะเป็น” (Call to Action) เราจะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงด้วยข่าวหน้าหนึ่งว่า “พ่อคลั่งยาทำร้ายลูกสาว” เหมือนที่เห็นกันจนชินตาไม่ได้

กรณีนี้ เด็กอายุเพียง 13 ปี ถือเป็น “ผู้เยาว์ที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการทำร้ายร่างกาย กฎหมายยาเสพติดอาจจะเน้นการบำบัด แต่ กฎหมายคุ้มครองเด็กต้องเน้น “ความปลอดภัยของเด็ก” เป็นที่ตั้ง
- พมจ.อุบลราชธานี (บ้านพักเด็กและครอบครัว): ต้องเร่งลงพื้นที่ “เดี๋ยวนี้” นำตัวเด็กออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทันที ไม่ใช่รอให้ญาติพร้อม เพราะชัดเจนว่าเครือข่ายเครือญาติล้มเหลวในการปกป้องเด็ก
- ฝ่ายปกครองและตำรวจ: ต้องบังคับใช้กฎหมายในมิติของ “ความรุนแรงในครอบครัว” และการข่มขู่คุกคาม เพื่อผลักดันบุคคลอันตรายออกจากพื้นที่ หรือนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดแบบบังคับ
- สังคมชุมชน: เพื่อนบ้าน ผู้นำชุมชน ต้องไม่มองว่าเป็น “เรื่องของผัวเมียลูกเต้า” แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะนี่คือระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง
อย่าให้เด็กวัย 13 ต้องต่อสู้กับปีศาจตามลำพัง น้องได้ส่งสัญญาณ SOS ออกมาแล้ว… ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ได้ยินเสียงของเธอหรือไม่? หรือเราจะรอให้เสียงนั้นเงียบไปตลอดกาล แล้วค่อยแห่กันไปวางพวงหรีดพร้อมคำว่า “ขอแสดงความเสียใจ”?
โปรดช่วยกันแชร์เรื่องนี้ จนกว่าหน่วยงานจะถึงตัวน้อง… ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
(หมายเหตุ: หากใครทราบพิกัด หรือรู้จักน้อง โปรดโทรแจ้ง 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแทรกแซงโดยเร็วที่สุด)
Share this content:


