“สุริยะ” แจงของบ 8,000 ล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน คันละ 16 ล้าน ยันคุ้มระยะยาว ชาวนาบุรีรัมย์ค้าน

การ์ดข่าว Surin108: สุริยะ ของบ 8,000 ล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน

“สุริยะ” แจงของบ 8,000 ล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน คันละ 16 ล้าน ยันคุ้มระยะยาว ชาวนาบุรีรัมย์ค้าน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีเตรียมของบประมาณ 8,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) 500 คัน ตกคันละประมาณ 16 ล้านบาท ยืนยันว่าแม้ดูผิวเผินจะแพง แต่คุ้มค่าในระยะยาว ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและจำนวนรถที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

การ์ดข่าว Surin108: สุริยะของบ 8,000 ล้าน ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน
การ์ดข่าว Surin108 · ภาพประกอบ: Surin108

โครงการที่จะเสนอของบ 8,000 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน โดยมีแผนนำรถไปให้บริการแก่เกษตรกร โดยไม่คิดค่าบริการ เพื่อลดภาระต้นทุนการผลิต

เมื่อคิดเฉพาะค่าตัวรถ งบประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับรถ 500 คัน ตกคันละประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้รวมระบบชาร์จไฟและระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องติดตั้งประกอบด้วย

ทั้งนี้ ร่างโครงการจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองของกระทรวงการคลัง โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่า “แพงแต่คุ้ม”

นายสุริยะ ชี้แจงว่า ปัจจุบันเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากต้นทุนการใช้น้ำมันของรถแทรกเตอร์ดีเซล โดยกรมการข้าวได้เปรียบเทียบข้อมูลแล้วว่า แม้ราคารถพลังงานไฟฟ้าจะสูงกว่าในเบื้องต้น แต่เมื่อคำนวณตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าหมื่นล้านบาท

ต่อข้อสังเกตว่ารถอีวีทั่วไปในตลาดมีราคาประมาณ 1.6 ล้านบาท แต่โครงการนี้ระบุราคาสูงถึงคันละ 16 ล้านบาท นายสุริยะกล่าวว่า สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยมีการเปลี่ยนรถโดยสารของ ขสมก. จากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นรถอีวี ซึ่งขณะนั้นก็มีราคาสูงกว่าเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังระบุว่า โครงการนี้จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้า ลดการปล่อยคาร์บอน และทำให้ข้าวที่ผลิตได้สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น พร้อมมองว่าประชาชนบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจโครงการ เนื่องจากข้อมูลที่นำเสนออาจยังไม่ครบถ้วน

ฝั่งข้อวิจารณ์: รถ 500 คัน ช่วยได้เพียงส่วนเล็ก ๆ

บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งประเมินว่า รถเกี่ยวข้าว 500 คัน จะเกี่ยวข้าวได้อย่างมากประมาณ 5 แสนถึง 7 แสนกว่าไร่ เมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศที่มีมากกว่า 60 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนเพียงราวร้อยละ 1 และตั้งข้อสังเกตว่าตลาดรถเกี่ยวรับจ้างในประเทศมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีละราว 27,000–30,000 ล้านบาท

ข้อกังวลด้านวิศวกรรมที่ถูกยกขึ้นมาคือ สภาพนาในหลายพื้นที่ลุ่มและเป็นโคลน เมื่อรถน้ำหนักหลายตันต้องลุยโคลน ตีนตะขาบจะต้องใช้แรงบิดสูง ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ และหากแบตหมดกลางทุ่งก็ยากที่จะนำรถออกไปชาร์จ เพราะต้องใช้สถานีชาร์จเคลื่อนที่ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ ขณะที่เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ในต่างประเทศยังนิยมใช้ระบบไฮบริดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้

นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งจุดชาร์จและแหล่งผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่จะกระจายไปตามพื้นที่จริง รวมถึงแผนบริหารคิวรถเกี่ยว เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งคิวหรือผลผลิตเสียหายจากการรอคิว

เสียงจากชาวนา: อยากให้เพิ่มเงินช่วยเหลือไร่ละ 2,000 บาท

ผู้สื่อข่าวสอบถามเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งสะท้อนข้อกังวลคล้ายกันว่า จำนวนรถ 500 คันอาจไม่เพียงพอ เพราะข้าวในหลายพื้นที่มีช่วงเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน

เกษตรกรรายหนึ่งซึ่งทำนามากกว่า 100 ไร่ ระบุว่า ราคาคันละ 16 ล้านบาทถือว่าสูงมาก และเสนอว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณ 8,000 ล้านบาท ไปพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือเกษตรกรจากไร่ละ 1,000 บาท เป็นไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้โดยตรง พร้อมทั้งขอให้ทบทวนรายละเอียดของโครงการให้รอบด้าน เพราะสภาพนาแต่ละแห่งแตกต่างกัน บางพื้นที่น้ำขังและเป็นโคลน

เกษตรกรอีกรายที่ทำนา 20 ไร่ ให้ความเห็นในแนวเดียวกันว่า โครงการควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและจำนวนรถที่อาจไม่เพียงพอ เพราะเกษตรกรมีจำนวนมากและต้องเร่งเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาใกล้กัน

ตัวเลขที่ยังรายงานไม่ตรงกัน — โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง

ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ในแต่ละสำนักข่าวยังมีรายละเอียดต่างกัน จึงขอรวบรวมไว้เพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบต่อ ดังนี้

  • อายุการใช้งานที่ใช้คำนวณความคุ้มค่า: แถลงของรัฐบาลระบุ 14 ปี ขณะที่บทวิเคราะห์บางฉบับอ้างอิง 7 ปี
  • ชื่อเรียกเครื่องจักร: ทางการใช้คำว่า “รถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV)” ขณะที่สื่อทั่วไปเรียก “รถเกี่ยวข้าว EV”
  • ค่าเกี่ยวข้าวในพื้นที่: ฝั่งรัฐบาลระบุปรับขึ้นจากประมาณ 300 บาท เป็นเกือบ 500 บาทต่อไร่ ขณะที่บทวิเคราะห์ระบุว่าในภาคอีสานราคาจริงอยู่ที่ 800–900 บาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับราว 700 บาทต่อไร่ในปีก่อน

ยังต้องติดตาม

โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติงบประมาณ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ และรายละเอียดด้านราคา การใช้งานจริง และแผนบริหารรถ ยังต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิงข้อมูล: ไทยพีบีเอส · ไทยรัฐออนไลน์ · สยามรัฐ · ประชาชาติธุรกิจ · mgronline · เกษตรนิวส์ไทย · Surin108 เรียบเรียง

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

Previous post

ญาติร้องขอความเป็นธรรม 2 พี่น้องสุรินทร์ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถกระบะชนที่ชลบุรี ระหว่างเดินทางกลับร่วมแซนโฎนตา

Next post

🚜🌾 รถเกี่ยวข้าว EV 8,000 ล้าน! ชาวนาได้อะไร หรือเรากำลังแก้ปัญหาผิดจุด?

You May Have Missed