FTA ไทย–EU รอบที่ 10: ทำไม UPOV 1991 ถึงกลายเป็นประเด็น ‘พันธุ์พืชไทย’ ที่ต้องจับตา

FTA ไทย–EU รอบที่ 10 : เปิดกลโกง โจรสลัดชีวภาพ

FTA ไทย–EU รอบที่ 10: ทำไม UPOV 1991 ถึงกลายเป็นประเด็น ‘พันธุ์พืชไทย’ ที่ต้องจับตา

การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) รอบที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต หลังทั้งสองฝ่ายสรุปข้อบทไปแล้ว 15 จาก 24 บท เหลือประเด็นอ่อนไหวที่ยังอยู่บนโต๊ะเจรจา หนึ่งในนั้นคือข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ฝ่าย EU ระบุให้ไทยคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งภาคประชาชน 146 องค์กรมองว่าจะกระทบสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ และอาจดันต้นทุนเมล็ดพันธุ์สูงขึ้นหลายเท่า

เกิดอะไรขึ้นในการเจรจารอบที่ 10

การเจรจา FTA ระหว่าง EU และไทยเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2023 หลังจากถูกระงับไปก่อนหน้านี้ และเดินมาแล้ว 9 รอบ โดยรอบล่าสุดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–30 มิถุนายน 2569 ที่กรุงบรัสเซลส์ ก่อนเข้าสู่รอบที่ 10 ซึ่งจัดในประเทศไทยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เพื่อพิจารณาข้อบทที่เหลือ รวมถึงประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา

ในร่างข้อบททรัพย์สินทางปัญญา มาตรา X.51 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช EU เสนอว่า “แต่ละภาคีต้องคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV Convention) ฉบับปรับปรุงแก้ไขล่าสุด ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 1991” แม้ข้อเสนอนี้ในทางเทคนิคจะไม่ได้บังคับให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิก UPOV โดยตรง แต่จะเรียกร้องให้ไทยปรับเนื้อหากฎหมายภายในให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับพันธกรณีที่ไทยมีอยู่แล้วในฐานะสมาชิกองค์การการค้าโลก

UPOV 1991 เปลี่ยนอะไรกับเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

อนุสัญญา UPOV 1991 ขยายขอบเขตและระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืชให้กว้างขึ้น โดยให้สิทธิควบคุมการผลิต ขยายพันธุ์ จำหน่าย นำเข้า และส่งออกพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง ขณะที่การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อของเกษตรกรจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นที่กฎหมายภายในกำหนด

  • ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ — การศึกษาที่ภาคประชาสังคมเคยเสนอต่อคณะผู้แทนเจรจาระบุว่า การปฏิบัติตาม UPOV 1991 อาจทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้น 2–6 เท่าในระยะยาว และส่งต่อไปยังราคาผลผลิตและราคาอาหาร
  • ไม่ใช่แค่เรื่องราคา — ยุพิน คะเสนา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ระบุว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาเมล็ดพันธุ์ แต่เกี่ยวข้องกับวิถีการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพและอธิปไตยทางอาหาร
  • โจรสลัดชีวภาพ — ข้อกังวลเรื่องการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพืชป่าไปจดทะเบียนเป็นพันธุ์ใหม่โดยไม่แจ้งแหล่งที่มาและไม่แบ่งปันผลประโยชน์ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยมีกลไกคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชดั้งเดิม และพันธุ์พืชป่าไว้เป็นการเฉพาะ

เสียงจากภาคประชาชนและ UN

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ตัวแทน 146 องค์กรภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนได้ยื่นหนังสือต่อฝ่ายการเมืองและรัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจายึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ โดยเสนอให้ประเทศไทยไม่รับข้อผูกพันในการเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 หรือปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่รับมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS (TRIPS-plus)

ประเด็น TRIPS-plus ถูกยกขึ้นพร้อมกัน เพราะข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ EU ในภาพรวมมีผลต่อการเข้าถึงยาไปด้วย ผลการศึกษาที่จัดทำร่วมกันโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการในปี 2568 ระบุว่าข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ EU อาจทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้าอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี และอาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทใน 10 ปี 770,000 ล้านบาทใน 20 ปี และ 3.7 ล้านล้านบาทใน 30 ปี

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 4 คณะ ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลว่าหากไทยยอมรับเงื่อนไขการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะ “สิทธิในการได้รับอาหาร”

รัฐบาลชี้แจงว่าอะไร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ว่าการเจรชายังไม่ได้ข้อยุติ และข้อเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยยอมรับแล้ว จึงขอให้แยกข้อเท็จจริงเป็น 2 ส่วน คือ “สิทธิของเกษตรกรตามกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” กับ “ข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา”

  • กฎหมายที่ใช้อยู่ — ประเทศไทยยังใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตเพื่อเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย รวมถึงข้อยกเว้นเพื่อการศึกษา ทดลอง วิจัย และปรับปรุงพันธุ์
  • ตัวบท UPOV 1991 — ข้อ 15 (2) เปิดทางให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในแปลงของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในแปลงของตนเองได้ตามเงื่อนไข รัฐบาลจึงเห็นว่าการสรุปว่า UPOV 1991 ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อทุกกรณีนั้นกว้างเกินตัวบท
  • ข้อจำกัดของคำชี้แจง — ทางรัฐบาลระบุด้วยว่าจะไม่สรุปล่วงหน้าว่าสิทธิเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะรายละเอียดขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง

ทำไม TRIPS จึงถูกเสนอเป็นทางออก

ความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลกกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืช แต่ ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ระบบ UPOV 1991 เพียงระบบเดียว โดยเปิดทางให้ออกแบบระบบเฉพาะ (sui generis) ได้ ประชาไทระบุในบทวิเคราะห์ว่าโจทย์ของรัฐบาลคือการประเมินผลได้–ผลเสียของข้อเสนอนี้ให้ชัด เพราะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาด EU กับกลุ่มที่ต้องรับต้นทุนจากกติกาพันธุ์พืชอาจเป็นคนละกลุ่มกัน และ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ระบุว่ารัฐบาลควรเปิดข้อมูลให้สาธารณะเห็นว่าไทยจะได้ประโยชน์ด้านใด และต้นทุนจะตกอยู่กับภาคส่วนใด

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ

  • ผลการเจรจารอบที่ 10 (28 ก.ย. – 6 ต.ค. 2569) ว่าข้อบททรัพย์สินทางปัญญาและมาตราว่าด้วยพันธุ์พืชจะถูกสรุปอย่างไร ก่อนที่การเจรจาจะเดินเข้าสู่ช่วงปิดดีล
  • ถ้อยคำสุดท้ายของข้อบท มาตรา X.51 ว่าจะคงรูปแบบ “ปรับกฎหมายให้สอดคล้อง UPOV 1991” หรือเปลี่ยนไปใช้กรอบอื่น
  • ข้อยกเว้นสิทธิเกษตรกรในกฎหมายภายในของไทย (มาตรา 33 พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) จะถูกแก้ไขหรือคงไว้อย่างไร
  • ประเด็น TRIPS-plus ด้านยา ซึ่งผูกอยู่กับข้อบททรัพย์สินทางปัญญาชุดเดียวกัน และมีผลต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจในจังหวัดสุรินทร์ ข้อมูลนี้มีนัยต่อพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชพื้นเมืองที่ใช้ปลูกต่อในแปลงของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่ควรติดตามประกาศและคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานะการเจรจาที่แท้จริง ไม่ใช่ข้อความที่สรุปกันก่อนการเจรจาจะได้ข้อยุติ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. ประชาไท — “FTA ไทย EU ใครได้ ใครจ่าย เปิดบัญชีได้เสีย UPOV 1991 ก่อนปิดดีล” (prachatai.com)
2. The Active (Thai PBS) — “จี้ รบ.–รัฐสภา จับตาเจรจา FTA ไทย–EU รอบ 10” (theactive.thaipbs.or.th)
3. แนวหน้า — “FTA ไทย-EU ยังไม่จบ รัฐบาลยัน UPOV 1991 ยังไม่ได้ข้อยุติ” (naewna.com)
4. มติชน — “เปิดจดหมายผู้รายงานพิเศษ UN ส่งถึงไทย เตือน UPOV1991 ใน FTA ไทย-EU” (matichon.co.th)
5. คลิปต้นทาง: เพจ “ตีฆ้อง” ร่วมกับเครือข่าย FTA Watch (facebook.com/share/v/1CinVb9nAS)

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

You May Have Missed