ผู้บริหารระดับจังหวัดแจงปมทำบัตรผู้พิการ ยันไร้เอี่ยวเรียกรับเงิน 500 พ่วงผ้าไหม เตือนสติชาวเน็ตอย่าละเมิดสิทธิ
ผู้บริหารระดับจังหวัดได้ออกมาชี้แจงและตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกระบวนการทำงานและข้อเท็จจริงในพื้นที่ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการทำบัตรผู้พิการ โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าทางคณะผู้บริหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือผู้นำชุมชน มีการเรียกรับเงินจำนวน 500 บาท พร้อมด้วยผ้าไหมจำนวน 1 ผืน เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารบัตรผู้พิการ พร้อมระบุชัดเจนว่าขั้นตอนการออกเอกสารรับรองความพิการเป็นอำนาจหน้าที่ของแพทย์โดยตรง
แจงขั้นตอนทำบัตรผู้พิการเป็นหน้าที่แพทย์ ยันผู้บริหารไม่เกี่ยวผลประโยชน์
จากการเปิดเผยและการชี้แจงของผู้บริหารระดับจังหวัด ระบุถึงขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ถูกต้องว่า การทำบัตรผู้พิการนั้น มีขั้นตอนทางการแพทย์ที่ชัดเจนและเคร่งครัด โดยเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามหลักเกณฑ์วิชาชีพ และลงนามเซ็นเอกสารรับรองความพิการตามข้อเท็จจริงทางการแพทย์เท่านั้น
สำหรับกรณีที่มีประเด็นข้อสงสัยหรือการร้องเรียนว่า มีผู้ใหญ่บ้าน อสม. หรือผู้นำชุมชนบางราย เข้าไปเรียกรับเงินจำนวน 500 บาท รวมถึงขอรับผ้าไหม 1 ผืน โดยอ้างว่าเพื่อช่วยดำเนินการเรื่องการทำบัตรผู้พิการนั้น ทางคณะผู้บริหารระดับจังหวัดขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า คณะผู้บริหารไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำดังกล่าว การลงพื้นที่ของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่เพื่อไปตรวจประเมินอาการและดูแลประชาชนถึงที่บ้านนั้น ถือเป็นภารกิจเชิงรุกที่มีเจตนาดี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและครอบครัว ไม่ต้องลำบากในการเดินทางหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมายังโรงพยาบาล
อย่างไรก็ดี ในประเด็นพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของอย่างผ้าไหม หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นถึงการขาดจิตบริการและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผู้ทำงานบริการประชาชนและผู้นำชุมชนพึงมี อีกทั้งยังสะท้อนถึงปัญหาในระดับพื้นที่ที่บุคคลบางคนอาจถือครองภาระหน้าที่หรือมีตำแหน่งหลายตำแหน่งในหมู่บ้านจนเกินความเหมาะสม
สะท้อนบทเรียนสังคม เรียกร้องสิทธิแต่ต้องไม่ลืมหน้าที่พลเมือง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้สะท้อนถึงภาพรวมและสภาวการณ์ในสังคมปัจจุบัน ที่หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงความสมดุลระหว่างการใช้สิทธิและการปฏิบัติหน้าที่ โดยพบว่าในปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวและเรียนรู้ที่จะปกป้องรวมถึงเรียกร้องสิทธิของตนเองมากขึ้น แต่ในบางครั้งกลับละเลยการเคารพสิทธิของผู้อื่น และไม่ได้ตระหนักถึงหน้าที่ของพลเมืองที่ดี จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง และการร้องเรียนต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาแรงกดดันและการร้องเรียนที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุข ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จนกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แพทย์และพยาบาลจำนวนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากระบบโรงพยาบาลของรัฐเพื่อไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งที่ในความเป็นจริง บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการในโรงพยาบาลเอกชนก็คือแพทย์และพยาบาลชุดเดิมที่มาจากโรงพยาบาลที่เคยถูกร้องเรียน แต่เมื่อประชาชนไปรับบริการที่โรงพยาบาลเอกชนและต้องเสียค่าใช้จ่ายในอัตราสูง กลับไม่มีการแสดงความไม่พอใจหรือส่งเสียงโวยวายเช่นที่เกิดขึ้นกับสถานพยาบาลของรัฐ ทั้งนี้ การทำงานด้วยจิตบริการของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเวลาลงพื้นที่ชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน
ย้ำเรื่องยังไม่สรุปถูกผิด เตือนสติคอมเมนต์ออนไลน์ระวังคดีหมิ่นประมาท
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีข้อร้องเรียนดังกล่าวยังไม่ได้มีข้อสรุปชี้ชัดว่าฝ่ายใดเป็นผู้ถูกหรือผู้ผิด ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏในขณะนี้เป็นเพียงการชี้แจงข้อเท็จจริงในเบื้องต้นจากทางผู้บริหารระดับจังหวัด และการร่วมสะท้อนความคิดเห็นต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมมองเห็นบริบทการทำงานอย่างรอบด้านเท่านั้น
ในส่วนของการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ แม้ว่าประชาชนทุกคนจะมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย แต่การใช้สิทธิดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างมีสติปัญญา ศึกษาและอ่านเนื้อหาต้นเรื่องให้ละเอียดถี่ถ้วน และแสดงความเห็นให้อยู่ในกรอบของความพอดีและเหมาะสม โดยไม่ก้าวล่วงหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น การแสดงความคิดเห็นด้วยอารมณ์หรือการใช้ถ้อยคำด่าทอเพียงอย่างเดียว อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากระบบเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก ล้วนมีหมายเลขไอพีและระบบตรวจสอบที่สามารถติดตามตัวผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน จึงขอเตือนให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอย่างมีสติและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ
Share this content: