จังหวัดสุรินทร์ถกปรับปรุงประกาศจุดบั้งไฟ กำหนดช่วงเดือน 6 หนุนวิถีประเพณีควบคู่ความปลอดภัย
จังหวัดสุรินทร์เดินหน้าขับเคลื่อนการปรับปรุงร่างประกาศจังหวัดว่าด้วยมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการจุดและปล่อยบั้งไฟ ตะไล หรือวัตถุคล้ายคลึงกัน เพื่อให้สอดรับกับวิถีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และปฏิทินจันทรคติของแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องให้ปรับช่วงเวลาให้เหมาะสม โดยกำหนดกรอบเวลาหลักในห้วงเดือนหก พร้อมวางแนวทางให้อำเภอพิจารณาอนุญาตตามบริบทความจำเป็นเฉพาะพื้นที่ควบคู่กับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสูงสุด
ประชุมคณะกรมการจังหวัดร่วมสภาวัฒนธรรม ถกปรับปรุงร่างประกาศฯ ฉบับที่ 3
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมรวยปราสาท ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้มอบหมายให้นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรมการจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างประกาศจังหวัดสุรินทร์ เรื่อง มาตรการป้องกันและการรักษาความปลอดภัยและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการจุดและปล่อย หรือกระทำการอย่างใดเพื่อให้บั้งไฟ ตะไล หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกันขึ้นไปสู่อากาศ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569
การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย คณะกรมการจังหวัดสุรินทร์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทั้ง 17 อำเภอ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ซึ่งสะท้อนถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครองและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการบริหารจัดการประเพณีท้องถิ่นให้มีความสมดุล ทั้งในมิติของการอนุรักษ์มรดกทางภูมิปัญญาและการดูแลสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่
เสียงสะท้อน 1,726 ราย หนุนปรับห้วงเวลาให้สอดรับปฏิทินจันทรคติและวิถีชุมชน
สำหรับที่มาของการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขประกาศในครั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมาจังหวัดสุรินทร์ได้มีการออกประกาศกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการจุดและปล่อยบั้งไฟ ตะไล หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายและรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีการวางหลักเกณฑ์และกำหนดกรอบเวลาสำหรับการดำเนินกิจกรรมไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติ พบว่าห้วงเวลาจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟในบางพื้นที่ยังไม่สอดคล้องกับปฏิทินจันทรคติไทย ตลอดจนขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และความจำเป็นเฉพาะของแต่ละชุมชน
ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสุรินทร์จึงได้มอบหมายให้ทุกอำเภอลงพื้นที่สำรวจและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะที่แท้จริงนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยผลการสำรวจพบว่ามีผู้ตอบแบบสำรวจและร่วมแสดงความคิดเห็นรวมทั้งสิ้น 1,726 ราย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าควรดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเรื่องระยะเวลาการจุดและปล่อยบั้งไฟ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีประเพณีที่สืบทอดกันมาของแต่ละท้องถิ่น
กำหนดกรอบเวลาเดือน 6 ชัดเจน พร้อมเปิดช่องกลไกระดับอำเภอกลั่นกรองตามความจำเป็น
ในที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างประกาศจังหวัดสุรินทร์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจในการวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและยืดหยุ่นตามสภาพพื้นที่ ได้แก่:
- กำหนดห้วงเวลาหลักตามปฏิทินจันทรคติไทย: อนุญาตให้สามารถจุดและปล่อยบั้งไฟได้ในช่วงเดือนหก ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาดั้งเดิมตามประเพณีบุญบั้งไฟของพี่น้องชาวอีสาน
- ข้อยกเว้นสำหรับกรณีจำเป็นเฉพาะท้องถิ่น: สำหรับหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีวัฒนธรรมประเพณีบุญบั้งไฟเฉพาะตัว หรือมีเหตุผลความจำเป็นของท้องถิ่น หากมีความจำเป็นต้องจัดงานนอกเหนือจากห้วงเวลาดังกล่าว ได้กำหนดแนวทางให้นายอำเภอท้องที่สามารถพิจารณาอนุญาตได้ตามความเหมาะสม
- กลไกการกลั่นกรองแบบบูรณาการ: การขออนุญาตจัดงานนอกห้วงเวลาปกติต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ โดยต้องคำนึงถึงเหตุผลความจำเป็น จารีตประเพณีท้องถิ่น ควบคู่ไปกับมาตรการด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นสำคัญที่สุด
การปรับปรุงแก้ไขประกาศจังหวัดในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวของภาครัฐเพื่อให้กฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติต่างๆ มีความเหมาะสมกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์อย่างแท้จริง ช่วยให้ชุมชนสามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดงานประเพณีบุญบั้งไฟอันทรงคุณค่าตามความเชื่อและวิถีดั้งเดิมได้อย่างภาคภูมิใจ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานการป้องกันอันตรายและดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Share this content: