ทภ.2 แจง 10 ข้อสงสัยปมชาวกัมพูชาในไทย ยันไม่แอบเปิดด่านช่องจอม ชี้มีวีซ่าถูกต้อง-บินเข้า-รอส่งกลับ

ทภ.2 แจง 10 ข้อสงสัยปมชาวกัมพูชาในไทย ยันไม่แอบเปิดด่านช่องจอม ชี้มีวีซ่าถูกต้อง-บินเข้า-รอส่งกลับ

ทภ.2 แจง 10 ข้อสงสัยปมชาวกัมพูชาในไทย ยันไม่แอบเปิดด่านช่องจอม ชี้มีวีซ่าถูกต้อง-บินเข้า-รอส่งกลับ

กองทัพภาคที่ 2 ออกโรงชี้แจง 10 ประเด็นข้อสงสัยของสังคมอย่างละเอียด หลังเกิดกระแสคำถามในหมู่ประชาชนว่าเหตุใดจึงยังพบชาวกัมพูชาพักอาศัยและปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่แนวชายแดน โดยเฉพาะบริเวณตลาดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ทั้งที่อยู่ในช่วงการประกาศใช้มาตรการควบคุมชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางกองทัพยืนยันหนักแน่นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแอบเปิดด่านลับ หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองแต่อย่างใด พร้อมระบุชัดว่าผู้ที่พบในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์การสู้รบ มีทั้งกลุ่มแรงงานที่เอกสารยังไม่หมดอายุ กลุ่มที่เดินทางเข้าประเทศผ่านทางอากาศ และกลุ่มผู้ถือบัตรผ่านแดนที่ติดค้างอยู่ระหว่างรอประสานส่งตัวกลับประเทศต้นทาง

แจงปมตลาดช่องจอม ยันไร้ลักลอบช่องทางธรรมชาติ-ร้านค้าเป็นของคนไทย

จากกรณีข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการพบเห็นชาวกัมพูชาในบริเวณตลาดช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ทางด้านกองกำลังสุรนารีได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยมีการประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจสอบเอกสารประจำตัว หนังสืออนุญาต และส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบส่วนกลางเพื่อความโปร่งใส ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่า บุคคลที่พบในพื้นที่ตลาดช่องจอมล้วนเป็นผู้ที่มีเอกสารหลักฐานถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตตามระเบียบของทางราชการ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ที่ระบุว่า มีแม่ค้าชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าภายในตลาดช่องจอม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ พบว่าแผงจำหน่ายสินค้าดังกล่าวเป็นร้านค้าของผู้ประกอบการชาวไทย และไม่พบว่ามีชาวกัมพูชาเข้ามาเปิดแผงค้าขายเองตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์แต่อย่างใด

กองทัพภาคที่ 2 ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนว่า กำลังพลป้องกันชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำ ณ ด่านถาวรช่องจอม ปฏิบัติงานด้วยความเคร่งครัด ไม่มีการละเว้นหน้าที่หรือแอบเปิดด่านตามที่เกิดความเข้าใจผิด ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณช่องทางธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณตลาดบ้านด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ นั้น การจะลักลอบข้ามแดนเข้ามาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงได้มีการวางกำลังพล เฝ้าตรวจตราพื้นที่ ลาดตระเวน และตั้งจุดสกัดอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยสูงสุด

จำแนกกลุ่มชาวกัมพูชาตกค้าง ทั้งแรงงานถูกกฎหมาย-บินเข้าประเทศ-รอส่งตัวกลับ

สำหรับคำถามที่ว่าเหตุใดจึงยังมีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย กองทัพภาคที่ 2 ได้แจกแจงข้อเท็จจริงว่าสามารถจำแนกออกเป็นหลายกลุ่มตามสถานะทางกฎหมาย ดังนี้

  • กลุ่มแรงงานที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง: เป็นแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การสู้รบ ผ่านขั้นตอนการนำเข้าและอนุญาตของกระทรวงแรงงานอย่างถูกต้อง แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีมาตรการงดการต่ออายุวีซ่าบางประเภท แต่ตามหลักปฏิบัติ ผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเอกสารใบอนุญาตทำงานหรือวีซ่ายังไม่หมดอายุ จะไม่ถูกผลักดันกลับในทันทีโดยอัตโนมัติ จึงยังคงมีสิทธิพำนักและทำงานตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดจนกว่าจะครบกำหนดเวลาตามที่ได้รับอนุญาต
  • กลุ่มผู้ถือบัตรผ่านแดนและเดินทางรายวัน: ประชาชนกลุ่มนี้เข้ามาอย่างถูกต้อง แต่เมื่อมีคำสั่งปิดด่านพรมแดนทางบกเนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคง จึงส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศกัมพูชาได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะตกค้าง ซึ่งในบางกรณีนายจ้างได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามระเบียบในการขอส่งตัวแรงงานกลับประเทศต้นทาง เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือทำงานได้ตามปกติตามสภาพการณ์ชายแดนในปัจจุบัน
  • กลุ่มผู้เดินทางผ่านเส้นทางทางอากาศ: การปิดด่านพรมแดนทางบกมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมการนำเข้าและการส่งออกสินค้า รวมถึงยุทธภัณฑ์ต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องหรือส่งผลต่อขีดความสามารถในการสู้รบ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นการสั่งห้ามชาวกัมพูชาทุกคนเดินทางเข้าประเทศไทยในทุกช่องทาง ผู้ที่มีเอกสารหลักฐาน หนังสือเดินทาง และวีซ่าถูกต้องตามระเบียบตรวจคนเข้าเมือง ยังคงสามารถเดินทางเข้ามาทางเครื่องบินได้ตามกรอบของกฎหมาย
  • กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายหรืออยู่เกินกำหนด: หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ที่ลักลอบเดินทางเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือบุคคลที่อยู่เกินกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต (Overstay) หน่วยงานผู้รับผิดชอบจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกระบวนการต่อไปทันที

วางบทบาทชัดเจน ทหารคุมเข้มแนวรบ-บูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

กองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารในสถานการณ์ปัจจุบันว่า ภารกิจหัวใจหลักของกองทัพคือการป้องกันประเทศและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางด้านความมั่นคง ซึ่งกำลังพลหลักจำเป็นต้องตรึงกำลังเข้มข้นตลอดแนวชายแดนและพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยของแผ่นดิน

ในส่วนของพื้นที่ตอนในซึ่งไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตพื้นที่การรบ หรือไม่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก กองทัพชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครองในการบังคับใช้กฎหมายทั่วไปได้โดยตรง การดูแลความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ตอนในจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับสัญญาสัมปทานพื้นที่ตลาดช่องจอม ที่จะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลและกำกับให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์หรือปัญหาในพื้นที่ถูกประเมินว่าเริ่มส่งผลกระทบและเข้าข่ายเป็น ภัยคุกคามต่อความมั่นคง กองทัพสามารถใช้กลไกการประสานงานผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรระดับจังหวัด (กอ.รมน. จังหวัด) เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเข้าคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อให้กำลังทหารที่ประจำการอยู่ตามแนวหน้าสามารถมุ่งมั่นและทุ่มเทปฏิบัติภารกิจหลักในการปกป้องแนวชายแดนได้อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง

Share this content:

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปกติเป็นคน introvert แต่จะ Extrovert เมื่ออยู่กับเพื่อนในวงเล่า มีจิตนาการสูง ภูมิต้านทานต่ำ

Previous post

สภาวัฒนธรรมสุรินทร์ถกทางออกจับช่างทำซอกันตรึม เร่งหาช่องกฎหมายคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาอีสานใต้

Next post

ฮือฮา “เจ้าคากิ” ควายแคระสูง 70 ซม. ยอดวิวทะลุ 100 ล้าน ลับแฮงฟาร์มเปิดชมฟรีแลนด์มาร์กใหม่สุรินทร์

You May Have Missed