10 เรื่องราวน่ารู้ของสาเกญี่ปุ่น

Spread the love
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

** เนื้อหาได้รับการสนับสนุนจากร้านโอชิเน สาขาสุรินทร์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมทีเดียว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับสาเกญี่ปุ่น หลายต่อหลายคนก็เคยได้ลองดื่มกันมาแล้ว บ้างก็ชอบกันบ้างร้องอี๋ แต่น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของเจ้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดนี้ ในวันนี้ก็จะมาเล่าเรื่องราวน่ารู้ของสาเกญี่ปุ่นให้ได้ชมกัน

1. ชาวต่างชาติเรียกว่าสาเก แต่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า Seishu

หลายคนที่อยากดื่มสาเก แต่เมื่อสื่อสารกับคนญี่ปุ่นอาจจะเกิดการงงๆ อันนี้ไม่แปลก เพราะว่าสาเก (ซาเกะ 酒) มันแปลว่าเหล้านั่นเอง ถ้าบอกว่าจะเอาสาเก เขาก็จะถามกลับมาว่าสาเกอะไร เขาจะไม่นึกถึงเจ้าสาเกญี่ปุ่นในกรณีที่มีขายเหล้าหลายแบบ อันนี้ไม่ใช่ว่าเรียกติดปากเฉพาะบ้านเรา แต่หลายประเทศเขาก็เรียกติดปากเหมือนกัน สำหรับเจ้าสาเกญี่ปุ่นนั้นเขาจะเรียกว่า seishu ที่เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำจากข้าวจ้า

2. หัวใจสำคัญของสาเกญี่ปุ่นก็คือ การหมัก และกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นนํ้าตาล

สาเกญี่ปุ่นก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นก็ต้องใช้กระบวนการหมักเหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ จะต่างก็คือการใช้ข้าวหุงสุกมาทำการหมัก ทำให้เกิดกระบวนการหมักและกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นนํ้าตาลไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญในการกำหนดรสชาติของสาเกญี่ปุ่น

3. สาเกญี่ปุ่นแบ่งประเภทตามส่วนผสมและการขัดสีข้าว

สาเกญี่ปุ่นนั้นหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 8 ประเภทด้วยกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและขั้นตอนการทำ โดยหลักๆ เลยก็คือในเรื่องของการขัดสีข้าว ยกตัวอย่างเช่น Junmai-shu ที่มีการขัดสีข้าวที่น้อย ทำให้ได้รสชาติของข้าวชัดเจน ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง 8 ประเภทจะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกันก็คือจะใช้ข้าวในการผลิตไม่ตํ่ากว่า 15%

4. มอลท์ที่ใช้ในการหมักคือ Kome Kouji

มอลท์ที่ใช้ในการหมักสาเกญี่ปุ่นจะเรียกว่า Kome Kouji มาจากการการเติมเชื้อรา Aspergillus oryzae (Kouji) ลงบนข้าวสุก ให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นนํ้าตาล โดย Aspergillus oryzae นอกจากนำมาใช้ในการหมักสาเกแล้ว ยังถูกนำไปใช้ในการหมักโชยุและมิโสะอีกด้วย

5. มีข้าวอยู่ 2 ชนิดที่ใช้ในการผลิต

ข้าวที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตสาเกญี่ปุ่นนั้นจะมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ Kouji Mai และ Kake Mai แต่โดยส่วนมากจะใช้ Kouji Mai กันมากกว่า

6. คุณภาพของนํ้าเป็นสิ่งสำคัญในการผลิต

เนื่องจากสาเกญี่ปุ่นมีนํ้าเป็นส่วนประกอบถึง 80% ดังนั้นคุณภาพของนํ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพของสาเกญี่ปุ่น ดังนั้นแหล่งนํ้าที่นิยมนำไปใช้กันนั้นมักจะเป็นทางนํ้าใต้ดินซะส่วนมาก

7. สามารถดื่มได้ทั้งเย็นและร้อน

ภาพที่ติดตาหลายๆ คนเกี่ยวกับการดื่มสาเกญี่ปุ่นนั้นเรามักจะนึกถึงการดื่มแบบอุ่นๆ หรือแบบร้อน แต่จริงๆ แล้วสาเกญี่ปุ่น สามารถดื่มแบบเย็นก็ได้ ไม่ผิดกติกาจ้า แต่ก็ต้องดูด้วยนะ ว่าชนิดไหนเหมาะสำหรับการดื่มแบบร้อน แบบไหนเหมาะสำหรับการดื่มแบบเย็น

8. สาเกญี่ปุ่นสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้

สาเกญี่ปุ่นนั้นสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้ ส่วนมากจะนำมาใช้ในการดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ของปลา นอกจากนั้นตะกอนของข้าวที่หลงเหลือจากการกระบวนการทำสาเก หรือเรียกว่า Kasu (粕) ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิเช่นนำมาทำซุปซึ่งเราจะเรียกซุปนี้ว่า Kasujiru

9. สาเกญี่ปุ่นมีรสชาติที่หลากหลาย

สืบเนื่องจากจากการบวนการหมักที่หลากหลาย สูตรใครสูตรมัน รวมถึงอุณหภูมิในการเสิร์ฟ ทำให้มันมีรสชาติที่หลากหลายมาก ตั้งแต่หวานยันขมโคตร ถ้าใครอยากจะลองจิบสาเกญี่ปุ่นก็คงต้องถามผู้เชียวชาญดูว่าแบบไหนทานง่าย หรือชอบรสชาติประมาณไหน

10. มีชื่อเรียกตามสถานการณ์อีกต่างหาก

นอกจากแบ่งตามส่วนผสม, กระบวนการหมัก และกระบวนการบรรจุแล้ว สาเกญี่ปุ่นยังมีชื่อเรียกตามสถานการณ์อีกต่างหาก อย่างสาเกญี่ปุ่นที่ดื่มตอนชมซากุระบานก็เรียกว่า Hanami Zake ดื่มตอนชมพระจันทร์เต็มดวงฤดูใบไม้ร่วงก็เรียกว่า Tsukimi Zake หรือดื่มในบ้านชมหิมะตกก็เรียกว่า Yukimi Zake ช่างเป็นเครื่องดื่มที่เยอะซะเหลือเกิน อิอิ

ร้านอาหารญี่ปุ่นในสุรินทร์ โอชิเน สาขาสุรินทร์

https://www.facebook.com/oshineisurin

ข้อมูลและภาพจาก

https://www.jgbthai.com/10-facts-seishu/ https://www.tsunagujapan.comhttp://www.japan-iwate.tw/app/location_detail.php?lid=33http://yansue.exblog.jp/13537733/http://shoryakuji.jp/event/event2.htmlhttp://www.tedukurimiso.com/category/9/http://www2.g-tak.gsn.ed.jp/jhs/rika/2bunya/sizen/ningen/sinrin/sinrin1.htmlhttp://blog.ssi-w.com/?eid=16http://xn--nckg3oobb4342fo4bk97l.net/65.htmlhttp://ribenliaoli.baike.com/article-9609.htmlhttp://sokuup.net/?mode=search&sword=%E9%9C%B2%E5%A4%A9%E9%A2%A8%E5%91%82http://www.sirogohan.com/kasujiru.html