เริ่มแล้ว! พบเด็กแว้น แจ้งตำรวจจับ ภายใน 10 วันรับเงินเข้ากระเป๋า 3,000 บาท

Spread the love
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ตำรวจประกาศเริ่มขอประชาชนแจ้งเบาะแสเด็กแว้น เจอที่ไหน แจ้งตำรวจจับ รับเงินรางวัล 3,000 บาทใน 10 วัน

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า แนวคิดการแก้ปัญหาเด็กแว้นซิ่งรถจักรยานยนต์ป่วนเมืองนั้น ตำรวจต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงเสนอรางวัลนำจับให้กับประชาชน ที่สามารถแจ้งเบาะแส เป็นคลิปวิดีโอ, ภาพถ่าย ระบุ วัน เวลาเกิดเหตุ, สถานที่เกิดเหตุ, พฤติการณ์ในการกระทำผิด กับทางเจ้าหน้าที่ ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ศูนย์โชเชียลมีเดีย ตร.ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599, ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191

นอกจากนี้ หากเบาะแสที่ได้จากประชาชนนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดี ใน 3-4 ข้อหา ประกอบด้วย

-การแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

-การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา

-ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถ (แอดมินเพจ)

หลังตำรวจมีการสืบสวนขยายผลจับกุมได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัลนำจับ จำนวน 3,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง โดยดำเนินการให้เสร็จสิ้น 10 วันทำการ นับแต่มีการจับกุม

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชนเพื่อเป็นเงินรางวัลนำจับเบื้องต้น 5 แสนบาท และให้ประชาชนเริ่มแจ้งเบาะแสได้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนนี้เป็นต้นไป

“เงิน 3,000 บาทจะมอบให้กับผู้ที่แจ้งข้อมูลของเด็กแว้นและนำไปสู่การจับกุม ถึงขั้นฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการ แต่หากประชาชนจะถ่ายคลิปเด็กแว้นก็ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย หากเจอโดยบังเอิญก็ควรถ่ายบันทึกภาพในรถ หรือแจ้งตำรวจ แต่ปัจจุบันกล้องหน้ารถก็สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากในเหตุการณ์เดียวกันมีการแจ้งเบาะแสหลายคน ก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาใหัเงินรางวัลตามพยานหลักฐาน โดยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสทั้งหมดจะถูกปิดเป็นความลับ”

พล.ต.ท.ดำรงศํกดิ์ กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้อนุมัติหลักการเรื่องเงินค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสของภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กแว้นอันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำชับสั่งการให้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงตั้งแต่เดือน มิ.ย.62 โดยเน้น 4 มาตรการเชิกรุก ทั้งก่อนเกิดเหตุ การปราบปราม ขณะเกิดเหตุ รวมไปถึงการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยดำเนินการจริงจังมา 2 เดือน พบว่า สถิติลดจำนวนลงอย่างมาก เหลือประมาณ 10-15% เท่านั้น